Showing posts with label พัฒนาการเด็ก. Show all posts
Showing posts with label พัฒนาการเด็ก. Show all posts

Saturday, July 18, 2015

สเก็ตภาพสะท้อนปัญหาพัฒนาการเด็ก

สิ่งหนึ่งที่ผมพบเจอเสมอ

จากเด็กๆที่มาเล่นสเก็ตทุกๆที่ที่ผมทำ

เป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นจริง

ในเรื่องความเข้าใจ ในการเลี้ยงดูลูกๆ

ของพ่อแม่ผู้ปกครอง

https://www.facebook.com/SPPSKATE

เชื่อไหมครับว่า

พ่อแม่ทุกคน คาดหวังให้ลูกเก่ง ดี มีความสามารถ

ด้วยกันทั้งนั้น    แต่กลับกัน

ความเข้าใจในและวิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่ กลับกลายเป็นสิ่งที่

กีดขวางเป้าหมายที่ตัวเองหวังไว้

เด็กหลายคน โตมากแล้ว

ใส่ถุงเท้าเองไม่เป็น

กินยังต้องมีคนป้อน

ทำอะไร ก็ต้องเป็นพ่อแม่ทำให้

อย่างที่หลายคนมองว่า เลี้ยงลูกเป็นเทวดา

http://www.skateproplus.com/th

กับคนทั่วไป ภาพที่พ่อแม่ประคบประหงมลูก คงดูน่ารักไม่น้อย

แต่หากลองถอยหลังมามอง

พิจารณาถึง สิ่งที่เด็กๆเป็น

เด็กที่มีสภาพแบบนั้น คือเด็กที่ด้อยความสามารถ

ทางกายไม่เท่าไหร่ พอแก้ไหว

แต่เรื่องทางใจนั้น หลายครั้งเล่นเอาคนช่วยก็ท้อ

เพราะเด็กจะ "เต็มไปด้วยอาการขาดความมั่นใจ

มองไม่เห็นคุณค่าตัวเอง

เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่มั่นคง

ยิ่งสถานการณ์ภายนอก เปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่

ก็จะเรียกร้องการปกป้องจากพ่อแม่มากขึ้น"

เพราะความเคยชิน เราเลยไม่เคยสังเกต ว่ า เค้ามักจะ
เริ่มต้นทุกกิจกรรมในชีวิต ด้วยคำว่า ( ผู้ใหญ่ก็เป็นไปด้วย จึงไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหา เพราะคนส่วนใหญ่ ใครๆก็เป็น )

"หนูไม่เอา หนูกลัว หนูทำไม่ได้"

จึงเป็นคำถามที่ดี เพื่อสะท้อนกลับไปถึงพ่อแม่

ที่ปฏิบัติต่อลูกลักษณะแบบนี้

ว่า

เด็กๆหลายคนมาด้วย ลักษณะอาการ นิสัย ที่ผมเห็นแล้ว

ยังต้องตบอกปลอบใจตัวเองเบาๆ
 
ยังอดสงสัยไม่ได้

ว่า

พ่อแม่เลี้ยงลูกจนเป็นแบบนี้แล้ว เค้าไม่เหนื่อยกันบ้างหรือยังไง

ที่สำคัญ หากเกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ คนที่ต้องรับ ต้องปวดหัว

ก็พ่อแม่ คนในบ้านนี่ยังไง

ไม่ใช่ใครที่ไหน

และแทนที่เราจะได้เด็กเก่ง มีคุณภาพ มาช่วยขับเคลื่อนสังคม

ให้พัฒนาขึ้น ก็ได้คนที่ ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า

กิน นอน ขับถ่าย อยู่ไปเรื่อยๆ จนหมดอายุ

ถ้าเรื่องง่ายๆทั่วไปในชีวิต เค้ายังเอาตัวรอดไม่ได้

แล้วเค้าจะอยู่รอดอย่างไรให้มีความสุข ในสังคมที่กระแส

รุนแรงเหมือนน้ำป่า

http://www.skateproplus.com/th

ก่อนที่จะคาดหวังหรือฝึกให้เค้าเป็นคนเก่ง

ลองหาทางมาเลี้ยงเค้า ให้เป็นคนธรรมดาแบบปกติ กันก่อนดีไหมครับ


จากเด็กขาดความมั่นใจ ขี้กลัว งอแง เลี้ยงยาก เดินวิ่งเหมือนคนไม่มีแรง
ร้องให้บ่อย ระเบิดอารมณ์ตลอด กลายเป็นเด็กซน กล้า สดใส ควบคุมดูแลง่ายขึ้น น่ารัก น่ากอด
ง่ายๆเพียงแค่เล่นสเก็ตกับครูเสก

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ไปหาคำตอบกันได้ที่ลานสเก็ตเอ็กซ์พีเรียนซ์ บิ้กซีดอนจั่น และ สเก็ตแม็กซ์​กาดสวนแก้วครับ

ชั้นเรียนสเก็ตเพียงแห่งเดียวของเชียงใหม่เท่านั้น  ที่หลักสูตรและผู้สอนได้รับการรับรองจากสมาคมสเก็ต wssa 

https://www.facebook.com/SPPSKATE

ผู้ปกครองที่อยากได้ภาพสะท้อน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
หรือปรึกษาปัญหาพัฒนาการต่างๆ

ได้ที่ สเก็ตครูเสก 083-424-9090

line  : silpaphat


สั่งซื้อรองเท้าสเก็ตคุณภาพได้ที่ sppskate

Monday, March 16, 2015

skate experience ที่สุดของกิจกรรมสเก็ต

เข้าสู่ปีที่ 4 ของโครงการ skate experience หรือสเก็ตเพื่อพัฒนาการ ที่ผมเริ่มต้นมาจากกรุงเทพ จนมาถึงเชียงใหม่ ซึ่งที่เชียงใหม่ถือได้ว่าเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน และมีครบในทุกองค์ประกอบ

www.facebook.com/sppskate

เพราะผมตั้งใจอยากจะให้เชียงใหม่ เป็นที่ๆดีที่สุด สำหรับการเล่นสเก็ต สำหรับการพัฒนาศักยภาพของเด็กในทุกๆด้าน

สำหรับหลายๆคนที่ยังไม่เคยได้เข้าร่วม ยังไม่เจอกับผม หรือยังลังเล แม้กระทั่งยังติดกับความคิดที่ว่า "เรียนสำคัญกว่าการเล่น"
www.skateproplus.com

ลองหาเวลา โอกาสมาแลกเปลี่ยนความคิดกันกับผม แล้วจะเห็นสิ่งดีๆอันยิ่งใหญ่มหาศาล ที่คนส่วนใหญ่ ไม่เคยคาดคิด และมองข้ามไป

ข้อดีสุดๆของการเข้าร่วมกิจกรรม skate experience ที่คุณจะหาจากลานสเก็ตที่ไหนไม่ได้อีก


www.skateproplus.com

- ทุกคนจะได้เรียนรู้ทักษะสเก็ตจากผู้ฝึกสอนที่ได้รับรองจากสมาคมสเก็ตโลก (WSSA) หนึ่งเดียวของเชียงใหม่
- เด็กจะได้รับการประเมินทักษะและพัฒนาการเบื้องต้น จากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก
- ผู้ปกครองจะได้รับคำแนะนำวิธีการชี้นำ ดูแล เปลี่ยนปรับ ทักษะของลูกให้อยู่ในมุมที่ถูกต้องตามบุคลิก
- ได้เล่นกิจกรรมที่สนุกที่สุด
- ดำเนินกิจกรรม เกมส์ การเรียน การแข่งขัน ด้วย 3 ภาษา mandarin , english , thai เพื่อสนทนา โต้ตอบ ฟัง และเขียน
- เกมส์ การแข่งขัน และสถานการณ์เพื่อฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมระบบพัฒนาการแบบองค์รวม ทุกสัปดาห์
- ได้รับคำแนะนำด้านผลิตภัณฑ์ที่จริงที่สุด ดีก็ดี ด้อยตรงไหน รู้หมด

พบกันทุกวัน ที่ skate experience ชั้น 4 เซ็นทรัลพลาซ่า เชียงใหม่ แอร์พอร์ท


ครูเสก
สเก็ตเพื่อพัฒนาการ

www.hadnskate.com

สอบถามเพิ่มเติม

fan page : SPPSKATE 


สอบถามข้อมูล ความคิดเห็น การสั่งซื้อสเก็ตที่ไลน์ id : mayskate


Friday, June 20, 2014

พ่อแม่ไม่รู้จักลูกของตัวเอง

           ปัญหาที่พ่อแม่ไม่รู้จักลูกของตัวเอง เป็นเรื่องทั้งใกล้และใกลตัวในขณะเดียวกันครับ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนยับยั้งพัฒนาการในเด็กไปจนโตได้เลยทีเดียว

การรู้จักคนๆนึง มันคือการรู้จักทั้งระบบภายใน และระบบภายนอก

และช่วงระยะเวลาที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ช่วย 0-7 ปี เพราะปัญหาเกิดจากจุดนี้มากที่สุด และจะส่งผลไปยังระยะเวลาที่เหลืออีกชั่วชีวิต

มีพ่อแม่หลายท่าน บอกกับผมทันทีว่า ทำไมพ่อแม่จะไม่รู้จักลูกตัวเอง  !!??

ผมจึงถามกลับไปเบาๆว่า ลูกคุณแม่จะพลิกตะแคงตัวตอนกี่เดือน เริ่มคลานตอนกี่เดือน หรือ เริ่มเกาะยืน เกาะเดิน ก็ได้

............

เงียบ ไม่มีคำตอบครับ

สรุปประเด็นของผมคือ คำว่าพ่อแม่ไม่รู้จักลูกตัวเองหมายถึง พ่อแม่ไม่รู้จักกลไกเด็กภายในไงครับ ระบบของร่างกาย สมอง ความเป็นไปต่างๆ  เรารู้จักแค่ภายนอก หน้าตา ชื่อ ชอบกินไม่ชอบกินไรแค่นั้น  จึงทำให้การเลี้ยงดูไม่สัมพันธ์กับระบบอย่างที่ควรจะเป็น การส่งเสริมทักษะที่พ่อแม่คิดไว้ (คิดเอง ) แทนที่จะทำให้เด็กเก่งขึ้นอย่างที่พ่อแม่คาดหวัง แต่แล้วกลับนำมาซึ่งปัญหาด้านพัฒนาการเด็ก 

ถามว่า เรื่องนี้มันสำคัญยังไง หรือมันมีที่มาที่ไปยังไง

ตอบดังนี้ครับ

เมื่อเราไม่รู้ขั้นตอน และกระบวนการ เราก็จะทำอะไรบางอย่างที่ไปขัดขวาง หรือยับยั้ง พัฒนาการของเด็ก โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เรียกว่า เลี้ยงลูกไม่ถูกหรือไม่เป็นนั่นเอง

ลองดูเหตุการณ์ ในกรอบข้างล่างนะครับจะทำให้เห็นภาพ ได้ง่าย










หมายเหตุ อาการปัญหาที่ผมลงไว้ บางคนอาจมีอาการเดียว บางคนก็อาจมีได้หลากหลาย


         จากตัวอย่าง คงพอทำให้เห็นภาพว่า  กระบวนการของสมองถูกขัดขวางเพราะความไม่เข้าใจในระบบพัฒนาการ ในระหว่าง 0-7 ขวบนั้น เป็นช่วงที่สมองจะกระตุ้นให้ร่างกายเด็กทำกิจกรรมอะไรหลายๆอย่าง ที่พ่อแม่ไม่เข้าใจ และด้วยวัฒนธรรม การเลี้ยงดูที่ส่งต่อกันมาแบบไทยๆ นั้น มักจะใช้ "การห้าม" หรือไม่ก็ "เอาอกเอาใจ ทำให้หมด ลูกนั่งเฉยๆ"

            ลองแวะมาดูที่ลาน skate experience นะครับ จะเจอพ่อแม่ที่นั่งใส่รองเท้าสเก็ต ให้ลูกทั้งๆที่ลูกโตมากแล้ว เด็กบางคน ใช้มือไม่เป็นด้วยซ้ำไป แย่ทั้งในเรื่องกำลังกล้ามเนื้อ สหสัมพันธ์ ผมว่ามันตลกนะ พ่อแม่ไทยอยากให้ลูกเก่งมากๆ แต่ดูวิธีการเลี้ยงดูเอาก็แล้วกัน นอกจากไม่ส่งเสริมแล้วยังกดศักยภาพเด็กไว้ ถ้าเด็กเก่งก็แปลกแล้วละ แค่ใส่รองเท้าตัวเองยังไม่รอดเลย จะไปทำอะไรได้ เวลาเจอโลก เจอสังคมจริงๆ ที่มันไม่มีใครมาทำให้แบบนั้น และมันก็ไม่ใช่โลกของการเอาหนังสือมาวางแข่งกัน ว่าใครเรียนมามากกว่ากัน รึสูงกว่ากัน

                อีกอย่างคือมีอะไร ห้ามไว้ก่อน โดยที่พ่อแม่นั้น ไม่รู้ที่มาที่ไป เหตุและผลของการกระทำหลายๆอย่าง ในวัยเด็ก และหนักกว่านั้น คือ เมื่อตนเองไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็ไม่ได้คิดที่จะหาคำตอบของเรื่องราว ว่าอะไรเป็นอะไร จึงทำให้ตัดสินใจทุกอย่าง โดยเอาตัวเองเป็นเกณฑ์ ซึ่งระบบของเด็กและผู้ใหญ่นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

และที่หนักคูณสอง ขึ้นไปอีกก็คือ เอากระแสค่านิยม ในโลกปัจจุบัน ไปกำหนดเด็ก ที่ยังมีอายุอยู่ในช่วง 0-7 ขวบ เช่นการเรียนพิเศษ

         ใครอ่านมาถึงตรงนี้ ค่อยๆทำความเข้าใจตามมานะครับ ผมไม่ได้พูดว่า เรียนไม่ดี ถ้าคิดแบบสุดโต่ง บางคนจะเถียงมาทันทีว่า ผมจะไม่ให้เรียนหนังสือใช่ไหม (พูดเอาฮารึเปล่าไม่ทราบเหมือนกันครับ ) แต่ ประเด็นคือ ผมกำลังพูดถึง

"อะไรที่เหมาะกับวัยแต่ละขวบปีต่างหาก"

หรือถ้าจะเรียน ต้องเรียนอะไร ยังไง ต่างหาก

เพราะที่ผมเห็นมาตลอด เด็กอยู่อนุบาล แต่เรียนยังกับจะไปสอบจองหงวน

เดี๋ยวเรื่องหลงทางในระบบการเรียน เราจะยกไปพูดกันหัวข้อต่อไป



เมื่อสาเหตุหลายๆอย่างที่พูดไปมารวมกัน ก็ทำให้เด็กเกิดปัญหาด้านพัฒนการทันที เช่น
- สมาธิสั้น
- กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง
- มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว
- มีบุคลิคภาพแปลกๆ รวมถึงความมั่นใจในตัวเองต่ำ เหล่านี้เป็นต้น


สรุป

สิ่งที่พ่อแม่ควรจะทำมากที่สุด ในระหว่างที่ลูกยังอยู่ในวัยของพัฒนาการ

คือทำความเข้าใจ รู้เท่าทันระบบของพัฒนาการ การแสดงออกถึงการปรับพัฒนาการในตัวเด็กเอง แล้วคอยส่งเสริม ไม่ใช่เป็นเจ้าลัทธิ "ห้ามดะ" ห้ามโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจอะไร

         หากยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าเรารู้ ระยะนี้ลูกเรากำลังอยู่ในวัยปีนป่าย เราควรให้เค้าปีน ไม่ใช่ห้าม สิ่งที่เราควรทำคือ รออยู่ด้านหลัง ช่วยเหลือในเวลาที่ลูกพลาดเท่านั้น ไม่ต้องทำอะไรไปมากกว่านั้น การคอยห้าม การคอยอุ้ม คอยทำอะไรให้เค้า เราจะเหนื่อยครับ ซึ่งเป็นการทำอะไรที่ไร้ประโยชน์ นอกจากจะเหนื่อยปล่าวแล้ว ลูกยังถูกขัดขวางพัฒนาการไปเสียอีก 

เพราะหากลูกพ้นวัยดังกล่าวไปแล้ว ต่อให้พาไปโรงพยาบาลที่มีทีมรักษาเก่งที่สุด ก็ไม่สามารถเอาพัฒนาการปกติแบบเต็ม 100% กลับมาได้


เมื่อลูกมีปัญหา เค้าก็ย่อมขาดความมั่นใจ ปัญหาอื่นๆก็ค่อยๆตามมา สุดท้ายคนที่ต้องหนักใจ และเจ็บปวดไม่ใช่ใคร ก็พ่อแม่นั้นแหละครับ

สำหรับเด็กๆที่มีโอกาสได้มาเล่นสเก็ต มาล้ม ลุก คลุก คลาน ช่วยเหลือตัวเองทุกๆอย่าง ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะเค้าจะได้พัฒนาทักษะตัวเองได้อย่างเต็มที่

รู้จักลูก ต้องรู้จักพัฒนาการ






Wednesday, June 18, 2014

สเก็ต สุดยอดกิจกรรมสำหรับพัฒนาการเด็ก ตอน 1

                  ที่ผ่านมามีผู้ปกครองหลายท่าน ถามผมว่า เล่นสเก็ต มันดียังไง มันมีอะไรซ่อนอยู่ ด้วยความแปลกใจ เพราะที่ผ่านมาเด็กแทบไม่ยอมเล่นกีฬา หรือเล่นมาไม่รู้กี่อย่างแต่ก็เลิกไปหมด แต่กับสเก็ตเด็กขอเล่นแล้วเล่นอีก เด็กอีกหลายคนมีสมาธิ นิ่งขึ้น มีระเบียบในตัวเองมากขึ้นโดยอัติโนมัติ จากที่ดูเป็นเด็กซน (hyperactive) สมาธิสั้น (short attentions span) กลับมากลายเป็นเด็กปกติ


ผมจะจำแนกประโยชน์ของสเก็ต ให้ศึกษากัน เป็นหัวข้อหลักๆก่อน

ส่วนรายละเอียด ผมจะแยกทำเป็นแต่ละหัวข้อให้อีกที ดีไหมครับ


แต่ก่อนจะพูดถึงประโยชน์การเล่นสเก็ต ที่ผมเอามาปรับใช้กับเรื่องพัฒนาการ   เรามาว่ากันถึง สาเหตุปัญหาด้านพัฒนาการ ของเด็กและเยาวชนกันก่อน เพราะหากว่า สาเหตุจริงๆยังไม่ถูกแก้ไข แม้จะมีการช่วยเหลือที่วิเศษแค่ไหน ปัญหาเดิมๆที่เคยมี ก็จะวนกลับมาเหมือนเดิม


ไม่พูดยืดยาว ผมสรุปสั้นๆง่ายๆว่า

ปัญหาของเด็กทั้งหมดเกิดจากพ่อแม่ครับ  สำหรับรูปแบบ ผมทำให้เห็นภาพง่ายๆ เป็น 2 ปัจจัย

        อย่างแรก ปัจจัยภายใน ผมยกเป็น โรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธ์ุ การหยุดหายใจระหว่างคลอด โภชนาการระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งตรงส่วนนี้ผมถือว่า ไม่มีใครอยากให้เกิด และบางเรื่องเป็นเรื่องเกินควบคุม หากเกิดขึ้นแล้ว คงต้องทำใจ แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ 2 ที่จะตามมา ก็คือสิ่งที่พ่อแม่ในกลุ่มแรก ต้องเข้าใจและรับมือต่อไป

        ปัจจับที่สอง คือปัจจัยจากการเลี้ยงดู สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่ผมสรุปว่า ปัญหาเกิดจากพ่อแม่ครับ มันเป็นความขัดแย้งภายในตัวพ่อแม่เอง ทั้งจากการคิดไปเอง เข้าใจผิดไปเอง หรือมีทัศนคติที่ถูกปลูกฝังจากรุ่นก่อนมาอีกที  ลองนึกภาพตามผมไปนะครับ

เด็กนั้นสิ่งที่ติดตัวเค้าออกมา มีเพียงสัญชาติญาณการเอาชีวิตรอดตามธรรมชาติเท่านั้น แต่สิ่งที่จะไปหล่อหลอมเค้า คือการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม พ่อแม่เป็นต้นแบบ บางคนอาจแย้งว่า เลี้ยงแบบไหนมันก็โต ใช่ครับ การเลี้ยงดูที่ผิด  มันสามารถเลี้ยงให้เด็กโตได้ครับ เพราะแค่เอาข้าวใส่ปากทุกวัน มันก็โต แต่นั่นมันเป็นเรื่องกายภาพ แต่เค้าจะโตมาเป็นคนยังไง มันก็อีกเรื่องนึงครับ


สรุปปัญหาพัฒนาการที่มาจากพ่อแม่

6. ไม่ยอมรับความจริง
1. พ่อแม่ไม่รู้จักลูกตัวเอง
2. พ่อแม่มีทัศนคติว่า ทำให้ลูก ทุกอย่างๆ คือรักลูก
3. เลี้ยงลูกด้วยความกลัว และการห้าม  เลี้ยงลูกให้หนีจากความเป็นจริง
4. พ่อแม่คิด และเลือกทุกอย่างแทนลูก
5. ทัศนคติของพ่อแม่ทุกเรื่องย่ำอยู่กับที่ บนโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วเป็นวินาที ขาดเป้าหมายที่ชัดเจน และหลงทางเรื่องการศึกษา


ผมเขียนไม่ผิดครับ ผมเอาข้อ 6 ไว้ก่อน เพราะสำหรับผมแล้ว มันสำคัญที่สุด ถ้าเราไม่ยอมรับ เราก็จะไม่แก้ เป็นธรรมชาตินะครับ ทุกอย่างจึงเริ่มต้นด้วยการยอมรับเสมอ

ไว้คราวหน้าเรามาเจาะลงแต่ละข้อกันนะครับ ว่าทุกวันนี้เราเลี้ยงลูกกันแบบนี้อยู่ใช่ไหม





Wednesday, November 14, 2012

คนไทย กับ ความกลัว ตอนที่ 2 การเลี้ยงลูกแบบไทยๆ

หลังจากที่เกริ่น กันมา 1 ตอน เรามาเข้าเรื่องหนักๆกันเลยดีกว่า กับ วิธีการรักลูก ที่ถูกต้อง

อย่างแรกสุด ผมอยากให้ทุกคนรับกับความจริง ข้อนึงก่อนครับ ว่า 

เมื่อถึงวันนึง เราทุกคน ก็ต้องตายจากโลกนี้ไปครับ วันนี้ เราเป็นพ่อ แม่ เป็นตา ยาย วันนึงเราก็ต้องตายจากลูกไป ไม่มีวันเปลี่ยนความจริงนี้ได้ ยกเว้นว่าคุณจะเป็นอมตะ อยู่ตามใจลูกไปได้ตลอดกาลละก็นะ


ถ้าคุณยอมรับในความจริงข้อนี้ ก็ควรต้องปรับทัศนคติ การเลี้ยงลูกใหม่แล้ว

วันนี้ คุณโอ๋ลูก ประคบประหงม สร้างเค้าเป็นองค์ชายตัวน้อย เป็นคนที่นึกถึงแต่ใจตัวเอง เอาตัวเค้าเองเป็นที่ตั้ง เป็นศูนย์กลางของจักรวาล อยากเอาอะไรก็มีคนประเคน ใช้อารมณ์ ก็มีแต่คน ( ในบ้าน) ยอม

แต่วันที่ไม่มีคุณอยู่ล่ะ จากไปที่อื่น หรือตายจากไป หรือตัวเด็กเองต้องเปลี่ยนจากอยู่บ้าน ไปอยู่สังคมข้างนอกล่ะ

ผมถามว่า แล้วจะมีใครยอมเค้าครับ กับคนที่เอาแต่ใจและความอดทนต่ำ ในที่เรียน ที่ทำงาน ในสังคมกว้างใบนี้ ไม่มีหรอก ส่วนทางเลือกหรอ ก็มีแค่

- ปรับตัวซะ แต่ด้วยอายุ กับการถูกตามใจมาชั่วชีวิต ก็ยากที่จะปรับตัว การเรียนรู้ใหม่ จะเกิดรึเปล่า ก็บอกไม่ได้ หรือ

- กลับคืนสู่อ้อมอก เลี้ยงกันเป็นทารกไปจนวันตาย พ่อแม่ตายก่อนไม่ได้ด้วยครับ เดี๋ยวเป็นห่วง แล้วเค้าจะอยู่ไง  หรือ 

- กำจัดตัวเอง ออกจากสังคม หรือครอบครัว หลายๆคน เลือกวิธีนี้ครับ


ถ้ามองเห็นภาพในสิ่งที่ผมพูดแล้วละก็ ใช่ครับ เรากำลังพูดถึง การเลี้ยง การฝึกให้เค้าโตเป็นคนที่มีศักยภาพ พึ่งตัวเองได้ มีกำลังใจ ก่อเกิดได้ด้วยตัวเอง

พ่อแม่ทุกคน ลึกๆ ยังไงก็ต้องหวังพึ่งให้เด็กโตมาแล้ว กลับมาดูแล ห่วงใยพ่อแม่ใช่ไหม แต่ผมถามว่า ถ้าตัวเด็กเอง พอโตขึ้นยังดูแลตัวเองไม่ได้ เพราะสภาพจิตใจอ่อนแอ เอาตัวไม่รอด มีเหรอ มันจะกลับมาดูแลพ่อแม่ได้

ลูกที่มีจิตใจเป็นผู้ใหญ่ ก็จะดูแลพ่อกับแม่เพื่อทดแทนพระคุณท่านได้

เมื่อปีก่อน ผมมีคนไข้ เป็นเด็กชาย อายุ  4 ขวบ มาด้วยปัญหาพัฒนาการช้า และอ้วน

ย้ำว่า อายุ 4 ขวบ นะครับ มีใครรู้บ้าง 4 ขวบ ทำอะไรได้บ้าง 

แต่ผมบอกอย่างนี้ดีกว่า เด็ก อายุ 1 ขวบกว่า ๆ ก็ตักข้าวกินเองได้แล้ว (  หกบ้าง ตกบ้าง เป็นเรื่องปกติ แต่การหยิบ เอาของเข้าปาก เพื่อให้ท้องอิ่ม มันเป็นสัญชาติญาณ )


เด็ก 4 ขวบ ที่ว่า ตักข้าวกินเอง ไม่เป็น มือไม่ด้วน ไม่มีปัญญาอ่อน กล้ามเนื้อไม่มีปัญหาอ่อนแรง 

แม่กลุ้มใจ บ่นกับผมว่า ลูกทำใมพัฒนาการช้ามาก (บ่นแต่ไม่เคยร่วมมือในการรักษา)

แล้ววันนึง ผมก็พบคำตอบที่ทำให้กระจ่าง ครับ 

หลังจากจอดรถ เดินมาตรงคลินิค ซึ่งเป็นประตูกระจก มองเห็นด้านใน เด็กชายคนดังกล่าว นั่งอยู่ตรงโซฟา แม่และพี่เลี้ยง ยืนคนละข้าง ถือช้อนคนละคัน ตักข้าวป้อน สลับกัน ลูกนั่งอ้าปากอย่างเดียว

ผมยืนมองจากลานจอดรถ ได้แต่อ่อนใจ (ในฐานะคนรักษา คุณรู้ไหมว่ามันท้อใจ เพราะจะทุ่มเทแค่ไหน  เด็กคนนั่นก็ไม่มีวันดีขึ้น ในเมื่อต้นเหตุมันยังอยู่ ) เพราะแม่นี่เอง

มาโรงพยาบาล ครั้งนึง ก็เสียเงินเป็นพันๆ มาเพื่อแก้ปัญหา ในสิ่งที่คุณสร้างมันขึ้นมาทุกวัน จากสิ่งที่คุณบอกว่า " รักลูก " แบบนี้ 

สิ่งเหล่านี้คือการ "ทำลาย" ลูกตัวเอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม 



ถ้า 4 ขวบคุณยังต้องประเคนข้าว ถึงปาก ผมถามกลับว่า ในใจคุณคิดว่า อายุเท่าไหร่ดี เค้าถึงควรจะกินข้าวเอง    40 ดีไหม  น่าจะโตพอนะ


แล้วถ้าเค้าโต มากๆแล้ว คุณมาบอก ให้เค้าทำเอง เค้าจะยอมคุณง่ายๆหรอ เพราะคุณทำให้เค้ามาตลอดชีวิตเค้าแล้ว เค้าจะคิดว่าคุณไม่รักเค้า มันกลายเป็นความคิดสุดขั้วไปแทน แต่ถ้าใครไม่เจอ ผมก็ดีใจด้วย



คนไทยนะครับ ไม่ว่าจะ ยากจน หรือ เศรษฐี ก็เลี้ยงลูกตามใจหมดครับ นานๆจะเจอคนที่เลี้ยงลูก แบบเข้าท่า มาซักคน นะครับ 

ครอบครัวยากจน พ่อแม่ มักจะไม่ให้ลูกลำบาก เลี้ยงตามใจ เพื่อชดเชย จนเด็ก ก็คิดว่า ตัวเอง มีฐานะปกติเหมือนคนอื่น ใช้จ่ายปกติ ลูกก็นึกว่า พ่อแม่ไม่ได้ลำบากอะไร แบมือขออย่างเดียว  พอถึงคราวขัดสน ไม่มีให้ลูกจริงๆ ปัญหาก็ตามมา เพราะลูกมันตาบอดไปแล้ว ก็คิดว่าพ่อแม่ต้องมีให้ตลอด สุดท้าย ก็ต้องไปหามาให้ ไม่ว่าจะต้องไปกู้ ไปอะไรมา


เมื่อกลางปีนี้ บังเอิญเปิดทีวี เจอข่าว พร้อมตรรกะแปลกๆจากวัยรุ่นไทย

ภาพประกอบจาก http://kunginternews.blogspot.com

มีวัยรุ่น 2 คน พกปืนปล้นร้านทอง เจ้าของร้านเกือบตาย แต่ยิงสวนมา จนโดนคนร้าน และสุดท้าย ถูกจับได้ นักข่าว ไม่พลาดที่จะเข้าไปสอบถาม เด็กที่เป็นแกนนำการปล้น ได้ความดังนี้ 

จุดประสงค์ --> จะหาตังค์ ไปหมั้นสาว (คนเป็นแฟน คงภูมิใจน่าดู )
เหตุผลล่ะ 

- ผมอยากกิน kfc ชีวิตนี้ยังไม่เคยได้กิน เลย 

- คนรวย ดูถูกและก็ย่ำยี คนจนทุกคนแหละ ชีวิตมันบัดซบ    เอ้ออ แล้วเจ้าของร้านทอง เอ็งก็ไม่รู้จัก เข้าไปก็จ่อปืนยิงเค้าเลย  เค้าไปเหยียบย่ำนายเมื่อไหร่ แล้วกว่าเค้าจะลำบากจนเป็นเจ้าของร้านทองนี่ เค้าต้องขยัน มาชั่วชีวิตรึเปล่า

ตอนนี้ พี่แก ก็ได้มีชิวิตใหม่ สมใจอยากไปแล้วครับ ในคุกอ่ะ



ส่วน คนรวย อันนี้ตกหลุมพรางของธรรมชาติครับ สังเกตนะครับ คนที่ลำบากมากๆจนวันนึง เก็บออมได้จนมีอันจะกิน ก็จะมีลักษณะอย่างนึง ที่เหมือนกัน มีประโยคคลาสสิค ว่า


"ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนอั๊ว" เลยประคบประหงม โอ๋ลูกเต็มที่ ชดเชย

แต่ 

แต่เค้าลืมไปอย่างนึงครับ 

ว่า 

"ความลำบาก" นั่น สร้างคน 

แต่ 

"ความสบาย" นั่นทำลายคน 

เค้าลืมไปว่า ที่เค้าประสบความสำเร็จเป็นคนมีฐานะ มีชื่อเสียง แบบนี้ได้ เพราะ 

ความลำบาก มันทำให้เค้ากลายเป็นคนที่มีความอดทน กลายเป็นยอดคน

เค้าแยกไม่ออกระหว่าง การปล่อยให้ลูกตกระกำลำบาก กับการตั้งใจให้ลูกลำบาก เพื่อฝึกฝน 

ดังนั้น ก็เลยรักลูก ในแบบของ การเลี้ยงลูกด้วยเงิน 

ดังนั้นลูกก็จะก่อปัญหาพฤติกรรม มาให้ปวดหัวเสมอ เช่น ไปซิ่งรถจนเกิดเรื่อง รึถ้ามีตังค์เยอะก็จะมีข่าวเสพยามาให้ได้ยินก็บ่อย ถ้าในด้านธุรกิจ ส่วนใหญ่ ก็จะไปจบที่รุ่นลูก เพราะเค้าไม่เคยซาบซึ้งความลำบาก ความอดทน ความเป็นผู้นำ มันไม่พอที่จะพาธุรกิจที่รุ่นพ่อสร้างมา ให้ไปต่อได้ หลายธุรกิจ เราอาจเห็นว่า มันยังอยู่ ใช่ครับ ตัวธุรกิจน่ะอยู่ แต่ตัวเจ้าของอาจเปลี่ยนมือ เนื่องจากระบบผู้ถือหุ้นครับ เจ้าของเดิม ก็แค่มีหุ้นอยู่ แต่ไม่มีส่วนในการบริหารกิจการแล้ว แบบนี้ก็มีเยอะ

บทสรุป 2 แบบ นั้น มีผลลัพธ์ ไม่ต่างกัน

ก็คือ สร้างคนที่เอาแต่ใจตัวเอง มาประดับโลกอีก 1  คน


สิ่งที่ผมอยากจะสื่อก็คือว่า  แปลกใหม ว่าเด็กทั้งรวย ทั้งจน เค้าโตมาพร้อมตรรกะหรือความคิดแปลกๆแบบนี้ได้ยังไง

หากมองจนเข้าใจแล้ว จะรู้พัฒนาการทางกาย จะช้าจะเร็ว วันนึงมันก็ไปถึงจุดที่มันควรจะเป็น กว่าจะตักข้าวกินเองได้ จะ 7-8 ขวบ 10 ขวบ วันนึง มันก็ต้องทำได้  มันไม่ใช่ประเด็น 

ประเด็น 

อยู่ตรงที่ พัฒนาการทางด้าน จิตใจ และอารมณ์ต่างหาก 

คนจะเลี้ยงง่าย เลี้ยงยาก เป็นคนดี คนไม่ดี มันอยู่ เรื่องของพัฒนาการส่วนหลัง 


สมัยนี้ คงเรียกว่า EQ ครับ


มีอีกหนึ่งข่าว แต่นี่ก็หลายปีและ 

มีวัยรุ่น ไปจอดรถแถวหอการค้า จอดผิดกฏน่ะครับ ตำรวจผ่านมา ก็เลยเขียนไปสั่ง จึงโมโหมาก กลับบ้าน ไปตามพ่อ 

ปัญหาอยู่ที่ตัวพ่อครับ นอกจากจะไม่สอนลูกว่า ทำผิดกฏ แล้วยอมรับผิด แต่กลับ ยกพวก ไปรุมตีตำรวจ จนเกือบตาย

อันนี้แหละครับ ถ้าคนเป็นพ่อ เป็นแบบนี้  EQ ต่ำแยกแยะถูกผิดไม่ได้  คงไม่ต้องเดาว่าลูก จะเป็นยังไง

คนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ 

ก่อนจะจบตอนที่ 2 ผมอยากขยายความ 1 ในสาเหตุ ที่คนบ้านเราส่วนใหญ่ EQ ยังไม่ค่อยสมบูรณ์นัก  ไปดูคนส่วนใหญ่เลี้ยงลูกครับ 

เด็กเดินๆๆๆ ไปชนโต๊ะ เจ็บ ร้องไห้ ผู้ใหญ่ เดินมา ตีโต๊ะ บอกเด็กว่า โต๊ะมันไม่ดี

ทำอะไรพลาดเจ็บตัวมา จะปลอบใจด้วยการ "โทษ" สิ่งอื่นแทน

ใช่ครับ เด็กที่ถูกเลี้ยง และสอนมาแบบนั้น เมื่อโตขึ้น เวลาทำอะไรผิด ก็จะเป็นคนที่ไม่ยอมรับความผิด คิดว่ายอมรับไม่ได้ และมักจะรู้สึกว่า เป็นความผิดของคนอื่นหรือสิ่งอื่นเสมอครับ 

ครั้งนึง ผมออกไปกินข้าวกลางวัน กลับมา เลยนั่งพักอืด ตรงที่นั่งชั้นล่างของโรงพยาบาล 

มีพ่อคนนึง อุ้มลูก ซึ่งที่แขนลูกใส่เฝือกมาด้วย ลูกก็น้ำตาคลอ

แล้วผมก็ได้ยินพ่อปลอบลูกว่า เนี่ย หมอไม่ดี ทำหนูเจ็บเนาะ หมอไม่ดีๆ


( เอ่อ หมอเค้าช่วยรักษาลูกคุณน่ะครับ คุณจะปลอบ ก็ปลอบด้วยคำพูดอย่างอื่น ถ้าคิดอะไรไม่ออก กอดเค้าก็พอ ดีกว่าพูดอะไรไม่เข้าท่าออกไป ด้วยการพูดบิดเบือนให้เด็ก ซึ่งเค้าเรียนรู้ทุกอย่างจากคุณครับ  )

ได้ยินแล้วของจะขึ้นครับ ก็ถ้าหมอไม่ดี จะพามาโรงพยาบาลให้หมอรักษาทำใม

ถ้าเด็กมันรู้เรื่อง เด็กจะถามกลับเอานะ แล้วจะเอาสมองซีกไหนไปหาคำตอบให้ลูกล่ะ





เขียนมาขนาดนี้ ผมก็ยังยืนยัน ว่ามันเกี่ยวกับโรลเลอร์เบลดแหละ ไม่สิ มันเกี่ยวกับสภาพจิตใจครับ EQ ของ มันส่งผลกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ทุกอย่าง พอสภาพจิตใจคนส่วนใหญ่ถูกหล่อหลอมมาให้กลัว เลยรู้สึกว่า การเล่นสเก็ต มัน ไม่ใช่เรื่องปกติ ผู้ใหญ่ก็กลัว อย่างนั้นอย่างนี้ เด็กก็กลัวอย่างนั้นอย่างนี้

ตอนที่ 2 คงจะทำให้เห็นภาพ การรักลูก การสร้างทัศนคติ ค่านิยม การหล่อหลอม การประคับประคองทางจิตใจเด็กแบบผิดๆ ของพ่อแม่ไทยกันแล้วนะครับ

ตอนต่อไป จะไปต่อกันเรื่อง ที่สำคัญมากๆอีกเรื่อง ก็คือ ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของการศึกษา กันครับ