Showing posts with label การเล่นสเก็ตกับพัฒนาการเด็ก. Show all posts
Showing posts with label การเล่นสเก็ตกับพัฒนาการเด็ก. Show all posts

Friday, November 4, 2016

เด็กรุ่นใหม่ ทำใมสมาธิสั้น

ในเด็กเล็กนั้น มีสิ่งสำคัญที่สุดของพัฒนาการ สิ่งหนึ่ง

จะเรียกว่าเป็น อาหารสมอง ก็ดูชัดเจนดี

สิ่งนั่นคือ "การเคลื่อนที่" เพราะสมองและระบบประสาท

ต้องใช้ข้อมูลที่ได้จากการเคลื่อนที่มา "เรียนรู้ พัฒนา

ปรับแต่ง ระบบร่างกาย

ทั้งข้อ กระดูก กล้ามเนื้อ ตา ลื้น มือ

 จนสามารถขยับร่างกายแบบซับซ้อนมากขึ้น ตามวัย

" ในช่วง 0-6 ขวบ สมองและระบบประสาท

จึง "กระตุ้น" ให้เด็กอยู่นิ่งไม่ได้

ต้องหมุน วิ่ง กลิ้ม ล้ม รื้อ ค้น ปีนป่าย นี่เป็นเรื่องปกติ

จุดประสงค์ ก็เพื่อ "อาหารสมอง" ที่ว่า นั่นเอง

นั่นคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่

โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่ ตายาย "ไม่เข้าใจ"

คิดว่า การเล่นซนแบบนั้น คือปัญหา

และเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวเองต้องลำบาก

เพราะเหนื่อยกับการดูแล (คิดถึงตัวเองมากกว่าลูก)

จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการเลี้ยงลูก

แบบที่เราเห็นกันไปทั่ว นั่นคือ "ห้ามๆๆ และก็ห้าม"

ทุกๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่ของเด็ก

จึงพยายามหาทุกวิถีทาง ที่จะให้เด็กอยู่นิ่งให้มาก

ซึ่งนั่นเป็น"เรื่องผิดธรรมชาติ"

(รวมถึงการที่เด็กต้องนั่ง นิ่งๆ เพื่อ เรียน ก่อนวัยอันควรด้วย)

ที่สำคัญไปกว่านั้น ยุคนี้มีปัจจัยใหม่ เพิ่มเข้ามา

ในการช่วย ทำลาย พัฒนาการเด็กแบบราบคาบ

นั่นคือ "หน้าจอ" ทั้งหลาย

ไม่ว่า จะเป็นทีวี คอม แท็บเลต

ที่ก้มหน้าก้มตา กดกันเอาเป็นเอาตาย

ทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ป้า น้า อา ลูกหลาน คนละเครื่อง 2 เครื่อง

ในเด็กนั้น การเสพติด การมองจอ

สาเหตุเป็นเพราะ การดูหน้าจอนั้น

ให้ผลเสมือนหนึ่ง "ร่างกายกำลังมีการเคลื่อนที่"

เนื่องจาก ประสาทตา แปลผลให้ร่างกายรู้สึกแบบนั้น

ทั้งๆที่ "ร่างกายไม่ได้เคลื่อนที่จริงๆ"

ร่างกายและระบบประสาท กำลัง "ถูกหลอก"

เด็กจึงใช้เวลาไปกับการมองหน้าจอต่างๆเป็นเวลานานๆ

เพื่อตอบสนองความอยากเคลื่อนที่ของร่างกาย

จนกลายเป็นการเสพติตหน้าจอ แต่ผลลัพธ์ที่ได้

นั่นคือ "ระบบประสาท และพัฒนาการเสียหาย

ส่งผลให้กล้ามเนื้อ ตา ปาก ลิ้น และทั้งตัว บกพร่องไป

กระทบโดยตรงไปที่ระบบสมาธิ การควบคุมตัวเอง

ลามไปถึงเรื่องอารมณ์"

ผู้ใหญ่เองก็เห็นดีเห็นงาม ไปกับการติดหน้าจอ

เพราะตัวเองก็ติด อาการน่าห่วง ทั้งเด็ก และ พ่อแม่

ที่สำคัญ ไม่ต้องไปเสียเวลาดูแล พูดคุย สั่งสอนอะไร

ก็เข้าสู่โลกส่วนตัวกันถ้วนหน้า ทว่าในเด็กเล็กนั้น

หลังเสพการมองจอ มาเป็นเวลานานๆแล้ว

หลังวางจอ ยังมีผลพวงตามมาอีก นั่นคือ

เด็กจะซนและควบคุมตัวเองได้น้อย

พร้อมทั้งจะระเบิดแรงขับมหาศาลออกมา
อาจรวมถึง การรื้อ พัง ทำลาย ข้าวของทุกๆที่ที่ผ่าน

เพราะระบบประสาทบางส่วนชำรุดไปแล้ว

ทัศนคติความเข้าใจของพ่อแม่ และหน้าจอ

จึงเป็นที่มาของอาการสมาธิสั้น ที่พบเห็นได้บ่อย

เสียทั้งเงินรักษา ที่ต้องทำงานเหนื่อยหามา

เสียทั้งเวลา เสียสุขภาพ เด็กบางคนหมดอนาคต

ทัศนคติความเข้าใจของพ่อแม่ และหน้าจอ

จึงเป็นสาเหตุ ที่มาของอาการสมาธิสั้น

ที่พบเห็นได้บ่อย

จนชินตาในปัจจุบันนั้่นเอง

 ครูเสก

เล่นสเก็ตวันละนิด จิตสดใส
สั่งซื้อรองเท้าสเก็ตและอุปกรณ์คุณภาพได้ที่ 086-343-3738 line : se_skate หรือสนใจเรียนสเก็ตพื้นฐานที่ลานสเก็ตในร่ม skate experience ชั้น 4 เซ็นทรัลแอร์พอร์ตเชียงใหม่

แอดไลน์สอบถามข้อมูลหรือสั่งซื้อสเก็ต หรือแจ้งโอนเงิน

#รองเท้าสเก็ต
#ลานสเก็ต
#โรลเลอร์เบลด
#ร้านขายสเก็ต
#ชมรมสเก็ต
#ชมรมสเก็ตเชียงใหม่
#พัฒนาการเด็ก
#สเก็ต

Friday, June 10, 2016

ทำไมเรียนเยอะ ถึงเจอะทางตัน

ผมมีโอกาสเห็น โพยหวย เอ้ย โพยการเรียนของเด็กหลายๆคน
 
ที่ลานสเก้ต
 
ถึงกับกุมขมับทีเดียวครับ 
 
www.skateproplus.com
 
เพราะมันอัดแน่น ไปด้วย "ปริมาณ อันมหาศาล"
 
ที่เด็กต้องเอาเวลา ชีวิตไปแลกมา 
 
และบางอย่าง ที่เรียน จริงๆ ควร ไม่ควรต้องเป็นการไปเรียน
 
น่าจะมาจาก ความชอบ ความหลงใหล 
 
เพราะ กิจกรรมที่เป็น ความหลงใหล ถ้าถูกเปลี่ยนเป็นหน้าที่
 
สิ่งที่ตามมาคือ ความน่าเบื่อ ได้ครับ 
 
ในขณะที่ผมสังเกตเด็กแล้ว มองเห็นว่า จริงๆ 
 
ที่เค้าต้อง เพิ่ม ไม่ใช่เรื่องการเรียนเลยครับ 
 
เรียนหนังสือ สำคัญนะครับ ไม่ใช่ไม่เรียน เอาแค่

อ่านหนังสือไม่ออก

ชีวิตมันก็ลำบากจะแย่ละ

แต่มันมีเหตุผล ที่ทำให้คนที่มุ่งไปแต่การเรียนอย่างเดียว
 
มักเจอกับปัญหา โดยเฉพาะกับเรื่องทางตันในชีวิต เต็มไปหมดในสังคม
 
บางคนแก้ปัญหาโดยการเรียนต่อ ยิ่งเรียนยิ่งติดกับ
 
ชีวิตก็ยิ่งพัน หาทางออกไม่ได้ 

เพราะแบบนี้ครับ

- การเรียนของเด็กในปัจจุบัน เป็นเรื่องปริมาณ เพราะส่วนนึง ไอเดียมาจาก
 
เรื่องที่ต้อง แข่งกัน หาที่หายใจในสังคม และอีกอันคือ พ่อแม่มันไม่มีเวลาดู
 
ก็ส่งไปเรียน แก้ปัญหาไป

-วิชาการเป็นเรื่องล้าสมัย ความรู้มันเปลี่ยนและพัฒนาตลอด เรียนจบมา
 
 ความรู้ที่เคยเรียนนั้นก็ใช้อะไรไม่ได้แล้ว

- การถูกปลูกฝังความเชื่อผิดๆว่า 
 
การเรียนคือ "เครื่องมือเดียว"ในการสำเร็จในชีวิต

ที่สอนต่อๆกันมา 
 
แต่การมีทางเดินในชีวิต จริงๆเกิดจาก 
 
"การปลูกฝังความเชื่อมั่น มุ่งมั่น"

ซึ่ง แน่นอน การมี 
 
"การบุคลิคภาพที่เหมาะสม ไม่เกี่ยวกับปริมาณการเรียน"

ถึงจะเรียนมามาก ก็แก้ปัญหาชีวิตไม่ได้ เพราะมันคนละเรื่องกัน

เราถึงได้เจอ คนที่จบ ป4 ป6 หรือออกจากโรงเรียนกลางคัน ก็ยังประสบความสำเร็จ สร้างกิจการตัวเองได้ เพราะเค้ามี คุณสมบัติ ที่จะสำเร็จ ในตัว

ในขณะเดียวกัน จบ ป.ตรี ป.โท กลับมาขอเงินบ้านเยอะแยะไป
 
รึที่เห็นบ่อย คือเด็ก พูดภาษาต่างชาติไม่ได้ 
 
ทั้งที่เรียนมาเยอะ เรียนมาหลายปี 
 
ปัญหาไม่ใช่ เรื่องเรียนไม่เรียน อะไรครับ
 
แต่เพราะเด็ก
 
"มันไม่เชื่อว่าตัวเองมีความสามารถไงครับ"

- บุคลิกภาพของคนที่เอาชีวิตรอด หรือสร้างทางเดินชีวิตตัวเองจนสำเร็จได้นั้น เค้าเชื่อมั่นในตัวเอง มากกว่า ใส่ใจเสียงรอบข้าง 
ที่เป็นลักษณะ 
 
"ถ่วง" มากกว่า "เสริม" 
 
เพราะคนพูดส่วนใหญ่ก็

"ขาดความเชื่อมั่นพอๆกัน" รึ  "ชีวิตก็ไม่ได้ดีไปกว่าเราเท่าไหร่"

- ความเชื่อมั่นในตนเอง เกิดจาก การเลี้ยงในตอนเค้าเกิดมาครับ ว่าเรา บอก เค้ามาแบบไหน จนเค้าเชื่อ ว่าเค้าเป็นคนแบบนั้น

พ่อแม่ไทยส่วนใหญ่ บอกลูกว่า เธอยังเด็ก เธอยังเล็ก ไม่รู้เรื่องหรอก ทำไม่ได้หรอก ทำไม่ได้ๆๆๆ อย่างอื่นไม่ต้อง เรียนก็พอ
 
มันคือ "ชิปคนขี้แพ้" 


ข้อมูล มันฝังไปอยู่ใน จิตใต้สำนึก จนเปลี่ยนเป็น บุคลิกภาพขี้แพ้

สรุป เด็กไทยโตมา เลยมึนๆ เมาๆ ชีวิตกันอยู่อย่างที่เห็น

ถ้าไม่เชื่อ ลองนั่งฟัง คนส่วนใหญ่ คุยกัน สอนเด็กกันสิครับ ฟังด้วยสติแยกแยะ แล้วจะตกใจ และไม่แปลกใจ ว่าทำไม เราเละเทะกันแบบนี้
 
- คนส่วนใหญ่ ใช้เงินเก่งมากกว่า หาเงินเองได้

และไม่ได้คิดว่า "การเรียนคือการลงทุน" มันเลยต้องคิดถึง

ความคุ้มค่าในการลงทุน ระยะเวลาการคืนทุนด้วย 

ถ้าคิดในมุมนี้ เราควรฝึกให้เค้า ช่วยเหลือและเรียนรู้ชีวิต ตั้งแต่ยังเด็ก


- สิ่งสำคัญที่เราต้องได้จากการเรียน คือ พื้นฐานการคิด การสร้างระบบ โดยเฉพาะการคิดให้เป็นภาพ  รวมถึงการจัดการทางการเงิน การฝึกสร้างไอเดีย และต่อยอดเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เพื่อเปลี่ยนเป็นธุรกิจ แต่เงื่อนไขนี้ คนสร้าง ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง

- เด็กไทย เริ่มต้นชีวิต ตอนจบ ป ตรี เป็นส่วนใหญ่ เพราะที่ผ่านมา พ่อแม่ ไม่ให้ทำไร นอกจากเรียนตั้งแต่เด็กจนโต 
 
มันเลยไม่มีประสบการณ์ชีวิต

- เป้าหมายชีวิตไม่มี รึถ้ามี ส่วนหนึ่งก็เป็นเป้าหมายของพ่อแม่ ไม่ใช่ของลูก เพราะไม่เคยถูกสอนเรื่องนี้มาก่อน รู้แค่ว่า เรียนหนักๆ เรียนดีๆ ขยันๆ เข้าสถาบันดังๆ จบมา....

- อยากสุข สำเร็จ มีรายได้ที่ดี ต้องหาสิ่งที่ชอบ แล้วเอาความรู้ไปวางระบบ แล้วต่อยอด ไม่ใช่นั่งรอ เงินเดือนจากระบบ ถ้ารอ ก็มีคุณภาพชีวิตไปตามระบบแค่นั้น

สรุปแล้ว สูงสุดของเรื่อง จริงๆ ปัญหา ไม่ใช่ มาจากเรื่องเรียนครับ

แต่เป็นเพราะ

พ่อแม่ ฝังชิบ คนขี้แพ้ ลงไปในตัวเด็กนั่นแหละครับ 
 
ไม่ได้ฝัง สิ่งสำคัญ ลงไป 

มันถึงเอา การเรียน รึ สิ่งที่มีในชีวิต ไปต่อยอดไม่ได้ แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้

ไม่เชื่อก็ลองหันมาทบทวนวิธีการปลูกฝังเด็กๆ ของเรากันสิครับ

ว่าเราทำอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า
 
 
 
**ถ้าใครมาลานสเก็ต แล้วเห็นเด็กล้มในลาน ไม่ต้องแปลกใจ 
ที่ทางผมและทีมสเก็ต จะไม่เข้าไปช่วย (แค่ล้มนะครับ ไม่ใช่บาดเจ็บ) 
 
แต่จะไปยืนใกล้ๆ ปรบมือให้กำลังใจ
และชมเค้า แล้วให้เค้า ยืนขึ้น ด้วยกำลังของเค้าเอง  
 
ปาดน้ำตา มาวิ่งต่อ
 
มันคือการใส่ข้อมูลใหม่ ให้เค้าเชื่อว่า "เค้าทำได้ครับ "

มาลานสเก็ต ก็เป็นคนเก่งได้ เชื่อใหมครับ 
 
ครูเสก

Thursday, December 17, 2015

ก้าวแรกสู่สเก็ตเอ็กซ์พีเรียนซ์

เมื่อพูดถึงจุดเริ่มต้น ของโครงการสเก็ตเอ็กซ์พีเรียนซ์
ที่ผมเริ่มขึ้นมา นอกเหนือไปจากความชอบ
คำว่า "พัฒนาการ" นี่แหละ คือตัวผลักดันสำคัญ



ซึ่งแต่เดิมผม ก็ทำคลินิคเพื่อให้การรักษาด้านพัฒนาการเด็กมา
โดยตลอด จึงเห็นภาพ อะไรบางอย่าง ที่กำลังทำให้เด็กเยาวชน
รุ่นใหม่ กำลังต้องเจอปัญหาลูกใหญ่ๆในชีวิต ปัญหาที่มีสาเหตุมา
จาก ความเข้าใจของพ่อกับแม่น่ะครับ 

เพราะ พ่อแม่ส่วนใหญ่ ไม่รู้จักว่า พัฒนาการจริงๆ คืออะไร
หนักกว่านั้น บางคนเข้าใจว่า 

"การเรียนหนังสือหนักๆ กับพัฒนาการคือเรื่องเดียวกัน"
ถึงได้เกิดแฟชั่น เด็กบวกลบเลข เขียนหนังสือได้ ตั้งแต่ 3 ขวบ
และมีปัญหาเด็กสมาธิสั้น และออทิสติกไล่หลังตามมาติดๆ"

"มันเป็นเรื่องที่อันตรายมากๆ แต่ไม่มีใครรู้ตัว อย่างที่มีประโยค
หนึ่งที่ผมชอบพูดกับผู้ปกครองที่ได้มีโอกาสพูดคุยกัน นั่นคือ 

"สิ่งผิดปกติไหน ที่คนส่วนใหญ่ทำกัน สิ่งนั้นจะกลายเป็นสิ่งปกติ"

มีเรื่องอะไรบ้าง ที่พ่อแม่ เข้าใจไปว่า มันเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องทำให้ลูก ทั้งๆที่ในความจริง มันเป็นเรื่องที่ผิดปกติ และสร้างปัญหาชีวิตตามมาในอนาคตอีกมากมาย

ผลกระทบ ต่อร่างกาย
สมอง
ความคิด
ทัศนคติ
การดำเนินชีวิต
ฐานะความเป็นอยู่
ความสุข ความสำเร็จ

ทุกอย่างในชีวิต เริ่มต้นด้วยคำว่า พัฒนาการ ล้วนๆครับ มันไม่ใช่
แค่เรื่อง เอาข้าวใส่ปาก ตามใจมากๆ ส่งไปเรียนเยอะๆ แล้วชีวิตรุ่งแน่ๆ
อนาคตเด็กคนหนึ่งจะเป็นแบบไหน อยู่ที่

" เค้าถูกสร้างให้โตมาแบบไหน "

ไม่ใช่เรียนจบโรงเรียนอะไร
เรียนเยอะ เก่งกว่าเพื่อนแค่ไหน
เกรดสุดยอดยังไง

ซึ่งคนส่วนใหญ่ คิดแบบนี้ ผมบอกได้เลย ว่าเละแน่ครับ

ผมจึงใช้สเก็ตเป็นตัวเริ่มต้น เพื่อสื่อเข้าหาผู้ปกครอง
นอกเหนือจากประโยชน์ของการเล่นสเก็ต ที่ส่งผลกระตุ้นระบบประสาทได้ทุกส่วน 

ก็ยังได้เป็นส่วนหนึ่ง ที่คอยกระตุ้นเตือน
ให้ทุกคนได้มองย้อนหลังกลับมา ว่าเรากำลัง
 นำทัศนคติ ความล้มเหลว ความทุกข์ ความยากจน ความเห็นแก่
ตัว ปลูกฝังลงไปในระบบความคิดของลูกๆเรากันอยู่หรือเปล่า
ในขณะที่เรา กำลัง "คิดไปเอง " ว่า นั่นคือวิธีสร้างความสำเร็จ ในชีวิต (เพราะคนส่วนใหญ่ ก็ทำกัน)
ให้เค้าแบบนั้นรึเปล่า

ครูเสก


www.skateproplus.com
รองเท้าสเก็ตคุณภาพ

Friday, November 20, 2015

1 ประโยคสุดอัดอั้น ตัวกั้นพัฒนาการ ( ตอนต้น)

ลูกทำไม่ได้หรอก !!

คำพูดเสียงดัง จากพ่อแม่ สวนขึ้นมาทันที

เมื่อลูกบอกว่า หนูอยากเล่นสเก็ต

ซักพักสิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือ สายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ของเด็กคนเดิม

ก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นสายตาของความลังเล

ความมั่นใจที่เหือดหาย

เริ่มหันซ้ายหันขวา มองพ่อแม่ ก้มมองพื้น ไม่แน่ใจตัวเอง

สภาพการณ์อึดอัด ที่เกิดพร้อมๆกับคำพูดย้ำซ้ำๆ จากพ่อแม่อีกครั้ง

หนูทำไม่ได้ หนูเล่นไม่ได้ หนูทำไม่เป็นหรอก !!!

คุณพ่อคุณแม่ครับ 

มีบางสิ่งที่ผมอยากจะบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้ซักนิดนึง

นั่นคือเรื่องวิธีการเลี้ยงดูที่พ่อแม่คนไทยส่วนใหญ่ ใช้กันอย่างเคยชินแพร่หลาย  ที่ส่งผลกระทบสุดท้ายที่ไปฝังอยู่ในตัวเด็กอย่างรุนแรง โดยที่เราไม่รู้ตัว ที่สำคัญ เรามีเหตุผลประกอบการใช้ด้วยว่า เพราะรักลูก (ถูกรึเปล่าไม่รู้ ไม่สน)

ร่วมปลูกฝังทัศนคติ ล้มเพื่อเรียนรู้การลุกยืนหยัด

ข้อแรก

จริงอยู่ ที่ผมใช้เหตุการณ์จากที่ลานสเก็ต และโรงพยาบาล มาเป็นข้อคิด แต่เชื่อไหมครับ ที่เรื่องราวมันไม่ใช่แค่มาจากตัวอย่าง แต่ว่า พ่อแม่ไทย ใช้วิธีการแบบนี้ในการเลี้ยงลูกเกือบทุกด้าน เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ต้องเจอกับความท้าทาย ความรู้ใหม่ ทักษะใหม่ ไม่ใช่กับสเก็ตอย่างเดียวครับ อย่าสรุปแบบนั้น  แต่พ่อแม่ใช้มันในแทบทุกอย่างในชีวิตทีเดียว (พูดง่ายๆใช้ความกลัวเพื่อควบคุมลูก) เป็นเหมือนหนึ่งในปฏิกิริยาอัตโนมัติ นอกจากใช้กับลูกแล้ว ตัวพ่อแม่เองก็หนีไม่พ้น กระบวนการนี้ด้วยเช่นกัน

หากไม่แน่ใจ ลองค่อยๆหลับตา นึกภาพถึงเหตุการณ์หลายๆอย่างในชีวิตประจำวัน ที่ผ่านๆมา และซื่อสัตย์กับตัวเองนะครับ แล้วจะเห็นภาพที่ผมกำลังพูดถึง ว่าเราใช้แต่วิธีการแบบนี้กับเด็กจริงๆ

ข้อที่สอง 

สิ่งที่พ่อแม่กำลังทำกับลูก คล้ายจะเป็นสัญชาติญาณ แต่แท้จริงแล้ว เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังและถ่ายทอดมาอีกทอดหนึ่งจาก พ่อแม่ของพ่อแม่อีกทีครับ นั่นคือการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนเราไม่รู้สึกว่า มันมีความผิดปกติ แต่อย่างใด เพราะใครๆก็ทำ ก็เป็นกัน คนปกติต้องสอน ต้องทำ ต้องเป็นกันแบบนี้ เราก็เลยทำกันต่อๆไป โดยที่ไม่ได้รู้สึกถึงผลเสีย เพราะเด็กคนอื่นๆ ก็เติบโตมาในกรอบการปลูกฝังอันเดียวกัน

การปลูกฝังและพัฒนาศักยภาพ ต้องทำตั้งแต่ตอนเค้ายังเด็กเท่านั้น

ข้อสาม

พ่อแม่กำลังทำสิ่งที่ส่งผลกระทบกับชีวิตเด็กมากที่สุด นั่นคือการปลูกฝัง "การขาดความเชื่อมั่น และความรู้สึกด้อยความสามารถในตนเอง " ลงไปในระดับจิตใต้สำนึก ซอฟท์แวร์ที่จะฝังอยู่ในนั้น ไปจนวันตาย หรือจนกว่า เด็กคนนั้นจะรู้ตัว และแข็งแกร่งพอที่จะถอดซอฟท์แวร์ตัวนั้นออกไป (คนโชคดีแบบนี้ มีจำนวนน้อยมากครับ ) 

การ "ปลูกฝัง DNA ขี้แพ้ " นั้น คือการ shut down สมองข้างขวา แทบสมบูรณ์แบบ

นี่คือหนึ่งปัจจัยสำคัญ ว่าทำไม แนวคิดการเรียนหนักๆอย่างเดียว ที่คนสมัยนี้แห่ทำเพราะต้องแข่งขันกัน ถึงสร้างอนาคตที่ดีไม่ได้ เพราะมันขาดซอฟท์แวร์สำคัญที่จะเอาความรู้ไปสร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

คุณจะมีความสุขได้อย่างไร จะมีชีวิตที่สมดุลได้อย่างไร จะมีคุณภาพชีวิตที่น่าพอใจ ไปพร้อมๆกับวิธีการดำรงชีวิต การหารายได้อย่างที่วางเป้าหมาย พร้อมกับมีความสุขจากการทำงานได้ยังไง 

เคยสังเกตไหมครับ โลกนี้จริงๆมีแค่คนสองประเภท คือ คนส่วนใหญ่ และคนส่วนน้อย

ทำไมใครบางคน (ส่วนน้อย) ชอบวันจันทร์และชอบทุกๆวัน ในขณะที่อีกหลายล้านคนเกลียดวันจันทร์

คนบางคน (ส่วนใหญ่) ทำงานหนักแทบตาย แต่รายได้แทบไม่พอเหลือ หรือไม่มีเวลาใช้เงิน
แต่บางคน ทำไปเล่นไป ใช้เวลาทำงานนิดหนอ่ย กลับมีรายได้เยอะกว่าคนทำงานหนัก

ทำไมคนส่วนน้อยกลุ่มหนึ่ง มีเวลามากมายเหลือพอให้ครอบครัว 
ในขณะที่อีกหลายๆคน ต้องเอาเวลาของตนเองไปไว้กับการทำงานจนหมด ไม่มีแม้แต่เวลาที่จะดูแลตัวเอง

( เพื่อให้เข้าใจได้เร็ว ผมจึงยกแค่เรื่อง "มูลค่า" ของงาน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆนะครับ ไม่ได้พูดเรื่องของ"คุณค่า"ของงาน แต่อย่างใด )

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องเวรกรรม แต้มต่ออะไรเลยครับ  แต่มาจาก "ชุดความคิด" ภายในล้วนๆ ครับ 

แต่เราจะคิดและเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง 

ในเมื่อ สมอง 2 ซีก ของคุณ

เหมือนหายไปแล้วครึ่งนึง เพราะมันถูกทำให้หยุดทำงานไปแล้ว


เด็กนั้นเกิดมาพร้อมศักยภาพ 100% แต่พ่อแม่จะช่วยปลดล๊อกความสามารถได้แค่ไหน??
บางครั้งการพูดคุย การสื่อกันอาจเข้าใจได้ยาก ถ้าเรามองเห็นเป้าหมายที่ไม่ตรงกัน เพราะคนส่วนใหญ่จะชอบอะไรที่เข้าถึงง่าย จับต้องได้ยิ่งดี แต่คนที่มองถึงศักยภาพแท้จริง เค้าจะมองถึง "พลังจิต" ที่แสดงออกมาในลักษณะ"ความเชื่อมั่นในตนเอง "ครับ ซึ่งเป็นอะไรที่คนส่วนใหญ่จะรีบพูดออกตัวว่า โอ้ย มันยาก มันเป็นไปไม่ได้ มันสัมผัสยาก มันมองไม่เห็น มันวุ่นวาย มันๆๆๆๆ (อีกแล้ว :) )

ลองยกตัวอย่าง อืมม เอาบ้านๆแบบนี้เลยครับ

คนนึง เรียนเก่งมาก เกรดเฉลี่ยดีเยี่ยม โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ กับอีกคน เรียนได้บ้างไม่ได้บ้าง เกรดก็งั้นๆ แต่พอเจอฝรั่ง คนที่เรียนเก่ง กลับหน้าซีด ตัวสั่น ความรู้ที่มีเต็มหัวกลายเป็นอัมพาต  กลับกัน คนที่สอง กลับใช้ความพยายามพูด สื่อสาร ยิงทุกไอเดีย   งูๆปลาๆ แต่กลับประสบความสำเร็จเบื้องต้น จนสามารถสื่อสารได้  ปัญหามาจากสาเหตุตั้งต้น ที่ทำให้ ระบบความรู้ที่สร้างมาล่มสลายเพราะคำว่า "ขาดความมั่นใจ" คำเดียว

ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ตัวอย่างลักษณะนี้ หลายคนต้องเคยเห็นมาอย่างแน่นอนครับ

สาเหตุเป็นเพราะอะไร

มาจากการที่พ่อแม่มุ่งเน้นสร้างความสามารถแค่ส่วนเดียว แต่ลืมหัวใจสำคัญที่เป็นเหมือนเครื่องยนต์ไปไงครับ (กลัวว่าคนอื่นๆในสังคมจะแซงหน้าไปเลยต้องมุ่งแข่งในด้านปริมาณ )

จุดประสงค์ที่ผมพยายามพูดถึงการสร้างพัฒนาการให้ครบด้านมากที่สุด ก็เพื่อที่ว่า

เราจะได้มีโอกาสสร้าง เด็กที่ทั้งเรียนเก่ง ทั้งมั่นใจ แน่นอนว่า มันไม่ง่ายครับ แต่ผมว่า ถ้าเราเล็งเป้าให้ตรง อย่างน้อยมันก็ยังพุ่งไปทางนั้น ไม่ใช่เล็งเป้าหันไปคนละทาง

การทุ่มเทของพ่อแม่นั้น ก็น่าเห็นใจ เพราะทั้งหนัก ทั้งเหนื่อย แต่สุดท้ายการทุ่มทั้งชีวิตลงไป กลับได้ผลลัพธ์ ที่ไม่ใช่หวังไว้ น่าเห็นใจครับ

และไม่ได้จะบอกว่า ไม่ต้องไปเรียนหนังสือก็ได้เหมือนที่หลายคนตีความ ที่ผมบอกไม่ต้องเรียนเยอะ เพราะการเรียนที่ดีต้องได้คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ อีกทั้งยังมีอีกหลายเรื่องที่เด็กต้องพัฒนา ร่วมไปกับการมีกระบวนทัศน์ที่สอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกด้วยครับ


เรื่องนี้ย๊าวยาว ไว้พูดกันอีกทีตอน 2 ดีกว่าครับ 

ครูเสก
สเก็ตเพื่อพัฒนาการ
สอบถามพูดคุยปัญหาด้านพัฒนาการเด็กได้ที่ 083-424-9090

www.skateproplus.com
ก้าวแรกของความสนุกที่มาพร้อมสุขภาพและพัฒนาการ

#ชมรมสเก็ตเชียงใหม่
#สเก็ตครูเสก
#ลานสเก็ตเชียงใหม่
#ลานสเก็ตนครสวรรค์
#ลานสเก็ตเชียงราย

Tuesday, November 17, 2015

เริ่มเล่นสเก็ต ตอนอายุเท่าไหร่ดี

ลองทายดูสิครับ 

หนึ่งในประโยคคำพูดที่ผมได้ยินบ่อยที่สุด

จากผู้ปกครอง เวลาที่เด็กๆแสดงอาการอยากเล่นสเก็ต ที่ลานสเก็ต

เป็นความหมายในเชิงปฏิเสธ เพื่อไม่ให้เด็กเล่นสเก็ต และพยายาม

จูงเด็กออกจากลานไป

แอ่น แอน แอ๊นน ประโยคนั่นคือ

"ลูกยังไม่โตพอ"  อย่าเล่นเลย

นั่นไง !! 



เด็กๆที่ได้คำตอบจากพ่อแม่ลักษณะนี้ ที่ผมเห็น

มีตั้งแต่เด็กตัวเล็กๆ

ไปจนถึงเด็กที่ตัวโตเกือบเท่าพ่อแม่

ผมจึงมักมีคำถามกลับไปเสมอๆว่า 

คำว่า "โต" ของพ่อแม่คืออายุเท่าไหร่ ตัววัดคำว่าโตพอแล้วคืออะไร

5 ขวบไหม

9 ขวบ

12  ขวบมั้ง

15 รึ 15 ปี 7 เดือน 6 วัน ไหม

22

รึ

30 ดี

เอ๊ะ รึเริ่มแก่แล้วล่ะนี่ ไม่มั้ง

อึ้งกันหมดแหละ 

เชื่อไหม คำถามนี้ไม่มีพ่อแม่คนไหนตอบผมได้ครับ 

มันก็แหงอยู่แล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ทราบหรอกครับ 



จริงๆเท่าที่ผมคุยและสังเกตดู จะว่าพ่อแม่กลัวเสียตังค์ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว

บางคนก็มีนะ อิๆๆ

แต่ประเด็นหลักๆอยู่ที่ "ระบบชุดความคิด" ของพ่อแม่นั่นแหละครับ

จึงเป็นจุดที่ผมสนใจ และอยากพูดถึง มันน่าสนใจมากครับ เพราะถ้าเรามี

ชุดความคิดที่ไปในทางที่ถูก การกระทำเราก็จะถูกไปด้วย

แต่ถ้าเรามีชุดความคิดที่ไม่สอดคล้องกับ

ความจริง ผลลัพธ์การกระทำ ก็จะไม่ตรงกับความเป็นจริงไปด้วย ( สังเกตนะ

ครับ ผมเริ่มพูดจากมุมมองต่อเรื่องสเก็ต เชื่อมไปสู่กับเรื่องอื่นๆในชีวิตแล้ว

นะครับ เดี๋ยวจะตามกันไม่ทัน

เพราะระบบชุดความคิด จะส่งผลกับรูปแบบการดำเนินในชีวิตของแต่ละคน

ครับ )

ปัญหาทั้งหมด จึงอยู่ที่ ผู้ใหญ่ไม่ได้มี "ชุดความคิดเกี่ยวกับศักยภาพเด็ก ที่

ถูกต้อง" ภาษาชาวบ้าน คือ ไม่รู้จักเด็ก หรือไม่รู้จริง นั่นหละครับ

บวกเข้ากับ การที่พ่อแม่ มีความกลัว (จากความไม่รู้ ที่ถูกปลูกฝังมาจากรุ่นปู่ย่าอีกที ) ฝังใน DNA ลองสังเกตดูที่ผ่านมา ประสบการณ์ในอดีต หรือคนที่อยู่รอบๆตัวนะครับ ว่าเราใช้ "ความกลัว" มาฝึก มาบังคับ มาสอนคน จนคำว่า "กลัว" นั้น มักจะเด้งขึ้นมา กำหนดชีวิตเราก่อนหน้าสิ่งอื่นใด เวลาที่เราจะต้องเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ทุกอย่างในชีวิต ความกลัวเข้าไปซ่อนอยู่ในประโยคคลาสสิคประโยคหนึ่งว่า " ไม่เอา ไม่ทำ ผมทำไม่ได้ (ทั้งที่ยังไม่ได้ลองทำ) "

บ่อยครั้ง ผู้ใหญ่พูดตัดสิน ตัดโอกาส จึงเป็นการกดศักยภาพเด็กไปโดยไม่

ได้ตั้งใจ


เป็นการสรุปชีวิตแบบไม่มีเกณฑ์อะไรเป็นหลัก ใช้แค่คำพูดลอยๆมาเท่านั้น

เป็นการตัดสินด้วยความรู้สึก ที่ไม่ได้มีข้อมูลอะไรเลยครับ 


อีกอย่างการใช้ "ชุดความคิด" แบบนี้มาสอนเด็ก จะส่งผลเสียบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

การสงสัยเรื่องศักยภาพในตัวเองของเด็ก และเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

( แย่หน่อยนะครับ เด็กที่ได้ยินคำสอนในแนวนี้ เวลาโตมา แล้วเค้ามีลูก เค้าก็จะสอนลูกแบบนี้เหมือนกันนะครับ  ถ่ายทอดสิ่งไม่ถูกต้องไปเรื่อยๆ รุ่นต่อรุ่น ไม่ดีมั้งครับ )

เอางี้ครับ 

ลองคำตอบนี้ดูนะครับ

เมื่อใช้หลักพัฒนาการ และศักยภาพของระบบร่างกายและระบบประสาท

สเก็ตนั้น สามารถเริ่มเรียนรู้ได้ ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ 

หรือบางคนอาจเร็วกว่านั้น

ราวๆ 2 ขวบครึ่ง โดยประมาณ

เหตุผลคือ ระบบพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ ข้อต่อ การทรงตัว 

พร้อมสำหรับการทำกิจกรรมที่มีลักษณะการเคลื่อนที่หลากหลายแล้ว

ที่สำคัญ

กิจกรรมสเก็ตซึ่งมีการเคลื่อนที่หลายรูปแบบ จะส่งผลสะท้อน

ให้มีการพัฒนาของระบบประสาทในกลุ่มต่างๆ พัฒนาขึ้นไปเร็วกว่าเดิม

รวมทั้งเรื่องสมาธิ ความมั่นใจ ความสนุกแบบกิจกรรมกลุ่ม 

พูดง่ายๆคือ ยิ่งเล่นสเก็ต ก็ยิ่งพัฒนา


และสิ่งหนึ่งที่สวนทางกับความเข้าใจของผู้ปกครองส่วนใหญ่นั่นคือ

" ยิ่งโตเท่าไหร่ ก็ยิ่งเรียนรู้ยากมากขึ้นเท่านั้น "

เข้าทำนอง ไม้แก่ดัดยาก นั่นแหละ

อีกอย่าง การที่เราห้ามๆๆๆ ตอนที่เค้ายังเล็กๆมาโดยตลอด

พอเรารู้สึกว่า เค้าน่าจะโตพอจะให้ถีบออกไปทำอะไรบ้างแล้ว 

เค้าจะหันกลับมาตอบพ่อแม่ว่า " ไม่ ผม(หนู) ทำไม่ได้

แล้วจะรอให้โต ( แค่ไหนเรียกว่าโต? ) จนไม่กล้าเริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ๆไป

ทำไม

เด็กทุกคน มีศักยภาพอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแค่รอโอกาสที่จะปลดล๊อก

ออกมาเท่านั้นเอง คนที่จะช่วยสร้างโอกาสในการปลดปล่อยความสามารถ

ก็พ่อแม่นั้นแหละครับ ถ้าอยากให้ลูกเป็นเด็กที่เก่งแท้จริง 

เริ่มต้นด้วยชุดความคิดที่ถูกต้องกันก่อนดีกว่าครับ 



ครูเสก
สเก็ตเพื่อพัฒนาการ


www.skateproplus.com
ร้านสเก็ตและลานสเก็ตสำหรับเด็กและเยาวชน

Thursday, November 13, 2014

เล่นสเก็ตยังไงให้เกิดประโยชน์ ไปพร้อมกับการพัฒนาตนเอง

หลายคนคิดว่า เมื่อเราใส่สเก็ต และสามารถวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่ล้ม

ก็ถือว่าจบกระบวนการแล้ว เล่นเป็นแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว

เยอะหน่อยก็ถือว่าหมดความท้าทาย เลิกเล่นสเก็ตไปก็เยอะ
.
.
.
.
.
.
แต่ในความเป็นจริงแล้ว นั่นเป็นแค่ก้าวแรกของการเดินเท่านั้นเอง

และมันก็ไม่ใช่เหตุผลว่า ไม่ฝึกต่อ เพราะไม่จำเป็น หรือ เพราะไม่ได้ไปแข่งขัน ไม่ได้อยากเก่ง

เหตุผลต่างๆนานา ที่จะสรรหามาตอบกับตัวเอง

ทว่า สิ่งสำคัญเหนือไปกว่า คำตอบที่เรามีให้กับตัวเอง แบบผิวเผินนั้น

แท้จริงๆแล้ว การก้าวข้ามผ่านกิจกรรม ความท้าทาย ความยากลำบาก

สภาพจิตใจ พลังจิต ที่เติบโตขึ้นต่างหาก ทีเป็นผลรางวัลแห่งการประสบความ

สำเร็จอย่างแท้จริง  การตั้งเป้าหมาย การฝึก การเรียนรู้เทคนิค การฟันฝ่า

ไปให้ถึงจุดหมาย

นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง

แต่อีกปัจจัยหนึ่ง ที่หลายคนมองข้าม ปัจจัยที่หล่อหลอมให้คนเราส่วนใหญ่

คิดในมุมเป็นคนไม่รู้จักพยายาม ล้มเลิกง่าย ไม่สู้กับอุปสรรค หรือแก้ปัญหาไม่เป็น นั่นคือ

การเลี้ยงดูด้วยการทำให้เด็กทุกอย่าง

การเลี้ยงเด็กด้วยมุมมองแบบพ่อแม่ในยุคปัจจุบันนั่นเอง ที่เป็นการปลูกฝัง ให้เด็กเป็นคนที่ขาดความพยายาม อาจจะเก่งในเรื่องการท่องจำตำรา แต่นอกตำราแล้เว ในด้านคุณภาพของคนนั้น ห่างใกลกับบุคคลของคนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมาก

เช่น เมื่อให้เด็กนักเรียนลองทำเทคนิค วิ่งสเก็ตด้วยขาข้างเดียว เด็กจะทำเพียงครั้งเดียว ก็จะหันกลับมาตอบครูว่า "ผมทำไม่ได้ครับ"

แล้วก็เลิกฝึก

ดังนั้นเด็กน้อยคน ที่จะสามารถฝึกสเก็ต จนเริ่มวิ่งขาเดียวได้ ถอยหลังได้ หรือแม้กระทั่งถอยหลังขาเดียว ได้

ซึ่งบุคลิกแบบนี้จะต่างจะเด็กบางคน ที่จะก้มหน้าก้มตาฝึกต่อไป ทำซ้ำไปจนเริ่มจับทิศทางได้

เพราะในใจเค้าไม่เคยคิดว่า "ทำไม่ได้" 

แต่กลับกัน

เค้าคิดตลอดว่า

"ทำอย่างไร ถึงจะสามารถยืนบนสเก็ตด้วยขาข้างเดียวได้ "

เพียงแค่การตั้งคำถามที่ถูกต้องกับตัวเอง

ในทุกๆเรื่อง

ก็สามารถกำหนด หรือเปลี่ยนแปลง ให้คนเรามีคุณภาพชีวิต

ความสำเร็จ ความก้าวหน้า ที่แตกต่างกัน

เพียงด้วยมุมมองและแนวคิด ของคนที่

" คิดและตั้งคำถามด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง "

ผู้ปกครองจึงเป็นบุคคลตัวอย่างทีสำคัญ ที่จะปลูกฝังนิสัย

และมุมมองให้กับเด็ก

ฝึกฝนให้เค้าคิดถึงการแก้ปัญหา โจทย์ต่างๆในชีวิต

ด้วยคำถามว่า

"อย่างไร"

มาเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติ ไปพร้อมๆกันด้วยกิจกรรมสเก็ต

ใช้ประโยชน์จากความสนุกของกิจกรรม ฝึกสอน และปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่

ให้รู้จักความพยายาม

เป็นคนที่ไม่กลัวอุปสรรค และปัญหา

เป็นคนที่คอยตั้งคำถาม เมื่อเจอปัญหาว่า

" จะแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร"

ให้เค้ามีทั้งความสนุก ประโยชน์ สาระ ไปพร้อมๆกัน

ไปเล่นสเก็ตกันเถอะครับ

Wednesday, August 28, 2013

ลดน้ำหนักกับการเล่นสเก็ต (ตอนที่ 3 ) น้ำแห่งชีวิต

ขึ้นชื่อว่า น้ำ ทุกคนคงรู้ว่า มันสำคัญ เพราะขาดมันไม่นานเราก็เดี้ยง แต่ว่าธรรมชาตินั้น ยังมีอีกเรื่อง คือความสมดุล อะไรที่มากไป น้อยไป ก็มีปัญหาตามมาเสมอ

วันนี้ลองมาว่ากันถึง การดื่มน้ำขณะเล่นสเก็ตหรือออกกำลังกาย และรวมไปถึงการดื่มน้ำขณะกินข้าว

ใช่ครับ

การดื่มน้ำตอนกินข้าว

เพราะตรงนี้เป็นจุดพลาดของหลายๆคน

ดื่มน้ำผิดวิธี ก็อ้วนได้นะเออ

ก็มานั่งถอนใจที่สวนลุม ว่าเล่นสเก็ตก็เยอะ ไมน้ำหนักไม่ลง

ข้อผิดพลาดของการดื่มน้ำ ระหว่างมื้อคือ

ดื่มน้ำเยอะ (น้ำเปล่า น้ำแกง น้ำในผลไม้ )

แถมดื่มเย็นๆด้วย ( การย่อยอาหารต้องมีอุณหภูมิ ถ้ากระเพราะเย็นท้องจะไม่ย่อยครับ )

2 อย่างนี้ทำให้ท้องอืด ไม่ย่อย

อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้น ร่างกายดูดสารอาหารได้มากขึ้น (มากไป)

ปริมาณแคลอรี่ ก็มากขึ้น

อ้วนครับ

แต่หนักหน่อย ถ้าอาหารตกค้างนานๆ ก็อาหารเป็นพิษ

ทั้งอ๊วก ทั้งท้องเสีย

น้ำไม่ได้ช่วยย่อย แต่ทำลายระบบการย่อย

ดื่มให้น้อยที่สุด ระหว่างทานข้าว กระเพาะไม่ชอบ ไม่ต้องใจดี ซัดโฮกก เข้าไป

หลังจากนั้น 40 นาที ค่อยดื่มได้ตามปกติ


อาหารทุกอย่างบนโลกล้วนมีประโยชน์ เมื่อทานตามสัดส่วนที่เหมาะสม

และพร้อมจะเป็นโทษต่อร่างกายทันที ที่เราแหกกฏ "ความพอดี"


หลายปีที่ผ่านมา ผมเห็นเด็กเปลี่ยนหน้า มาเล่นสเก็ต

ไปก็หลายรุ่น

แต่ก็สมบูรณ์กันทุกคน

ส่วนใหญ่ก็บริโภคกันเต็มที่ตลอดเวลานี่แหละ

ยังไงก็ลองปรับดูนะครับ

Saturday, June 8, 2013

สุดยอด สเก็ตมีประโยชน์ขนาดนี้เลยนะ

               ฉบับนี้ขออนุญาติใช้บรรยากาศ วิชาการหน่อยๆนะครับ เพราะมันค่อนข้างเห็นภาพชัดกว่า นอกจากประโยชน์ของการเล่นสเก็ตที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงทั้งตัว ก็นี่ครับ การทรงตัวไง จะไม่ดีได้ไงไหวครับ เพราะคนเล่นโรลเลอร์เบลดมีที่ให้ยืนนิดเดียว เท่ากะความกว้างล้อสเก็ตไง ไหนจะมีวิ่งถอยหลังอีก ก็ในชีวิตจริง คนเรามันได้เดินถอยหลังกันบ้างไหมล่ะ ไม่มีครับ นอกจากคนรู้ เค้าก็มาหัดเดินถอยหลังตามสวนกันเอง

แต่ประโยชน์อื่นๆ ที่ได้จากการเล่นสเก็ตก็มีอย่าง

- กล้ามเนื้อตาสมบูรณ์ขึ้น ช่วยแก้ปัญหาตาขี้เกียจ
- สมาธิยาวขึ้น เด็กดูมีความตั้งใจ
- ควบคุมกล้ามเนื้อตาได้ดี
- กล้ามเนื้อพัฒนาทั้งตัว

อันนี้แถม ก็เรื่องเด็กขี้งอแงไง เพราะหลายคน เลิกงอแงไปเลย เพราะตั้งแต่เกิดมา เพิ่งได้ทำทุกอย่างด้วยตัวเองครั้งแรกนี่แหละ อิๆๆๆๆ 

ก็ถ้าประโยชน์ของรองเท้าสเก็ตจะเยอะขนาดนี้ คุณพ่อคุณแม่ จะให้เค้าอยู่บ้านเล่นคอม ไอแพดอะไรไปทำไมครับ พามาสวน มาเจอกันครับ

ดังนั้นหากมีโอกาสแล้ว ควรส่งเสริมให้เด็กๆเล่นสเก็ตนะครับ

อีกหนึ่งคุณค่าที่ได้จากการเล่นสเก็ตที่คุณคาดไม่ถึง

สเก็ตสนุกน๊าาาา

Tuesday, May 21, 2013

ประโยชน์ของโรลเลอร์เบลดต่อพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อของเด็ก

ปัญหาของเด็กๆรุ่นใหม่นั้น ส่วนใหญ่มักจะดีในแบบปริมาณ ก็คือตัวโตเพราะกินดีขึ้น แต่ขาดคุณภาพก็คือไม่ค่อยแข็งแรง เพราะลักษณะการเลี้ยงดู อีกอย่างก็คือต้องเอาชีวิตไปแข่งกันเรียน ตั้งแต่อนุบาล ที่แย่กว่านั้นก็คือผู้ปกครองเอง ก็ยุ่งจนไม่มีเวลาทบทวนว่า สิ่งที่เราหยิบยื่นให้ลูกนั้น ดี เหมาะสม มากน้อยแค่ไหน ต้องปรับอะไรไหม

วงจรชีวิตเด็กคือเรียนๆๆๆ และเรียนพิเศษ และก็การบ้านๆๆๆๆๆๆ


วัยเด็กนั้นคือวัยที่ต้องเติมเต็ม พัฒนาการให้สมบูรณ์แล้วการเรียนรู้ทุกอย่างจะเป็นไปได้โดยง่าย การเติมพัฒนาการทำได้โดยการให้เค้าเล่น ธรรมชาติจะเป็นตัวบอกเด็กว่า เค้าต้องเล่นอะไร ยังไง ไม่ใช่ผ่านการเรียนหนังสือนะครับ  ผู้ใหญ่คอยดูและสังเกตความปลอดภัยอยู่ห่างๆ และอย่า ห้าม แค่นั้นแหละครับ 

โรลเลอร์เบลดเป็นอีกหนึ่งการเล่น ที่ให้ผลดีกับร่างกายและระบบประสาทอย่างมาก นับตั้งแต่วันแรก ที่เค้าเริ่มเล่น
เห็นเด็กทำหลายอย่างด้วยตัวเอง มันน่าชื่นใจไหมครับ

การปล่อยให้เด็กล้ม แล้วลุกเอง ซ้ำๆ ห้ามเข้าไปอุ้มนะครับ จะทำให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆทั้งตัวของเด็กพัฒนาขึ้น ลำตัว ต้นขา สะโพก ข้อเท้า แขนที่ใช้ยันพื้นเพื่อลุก 
รอยยิ้มของเด็กๆนั้นออกมาจากอารมณ์ภายในอย่างแท้จริง สุขมากแค่ไหนก็รู้ได้

บางครั้งในเวลาแค่ 1-2 วัน เด็กก็พัฒนาขึ้นผิดหูผิดตาเลยทีเดียวครับ ซึ่งจากที่ผมฝึกสอนสเก็ตมาหลายปี เห็นผู้ปกครองหลายท่านเลย อาจยังไม่เคยปล่อยให้ลูกทำอะไรหลายอย่างด้วยตนเอง กว่าจะปรับตัว รับได้ที่ลูกต้องทำอะไรด้วยตัวเอง แต่พอตอนหลังเห็นสบายใจกันทุกคน มีแอบทิ้งลูกๆไว้ให้ผม แล้วไปเต้นแอโรบิคด้วยนะ ดีไหมละครับ

เด็กๆไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน วันไหน เมื่อพัฒนาการปรับตัวแล้วก็ดูแลตัวเองได้เหมือนกัน

สรุป สเก็ตให้ประโยชน์ต่อระบบกล้ามเนื้อดังนี้

- เนื้อมัดใหญ่ แข็งแรงเร็วมากๆ
- พัฒนากล้ามเนื้อรอบข้อ เช่นข้อเท้า ข้อสะโพก ข้อไหล่
- ให้ผลการปรับพัฒนาการทั้งในเด็กปกติ รวมถึงเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการล่าช้า เช่นสมาธิสั้น ออทิสติก กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบ SI ( SENSORY INTEGRATION )

ข้อสังเกตและควรระวัง

- เริ่มต้นเดินบนหญ้า แล้วให้เค้าลุกเอง ล้มเอง คอยกำกับก็พอ ห้ามช่วย ถ้าจะช่วยต้องถามเทคนิคจากครูผู้สอนว่าควรช่วยแบบไหน
- ให้เด็กทำเอง
- และก็ให้เด็กทำเอง

แค่นี้เองครับ คุณจะได้ลูกที่เก่ง ที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง อย่างแท้จริง

จิตใจและอารมณ์ที่สมบูรณ์ ย่อมอยู่ร่างกายที่สมบูรณ์ ผมเห็นด้วยล้านเปอร์เซนต์ครับ
สนใจเข้าร่วมชั้นเรียนโรลเลอร์เบลด SPP กับครูเสก
โทรมาได้เลยครับ ที่
083-424-9090  line id :silpaphat
086-343-3738  line id :mayskate
www.skateproplus.com

Monday, March 11, 2013

ว่าไงนะ !!?? เล่นสเก็ตแล้วขาใหญ่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ผมเคยได้ยินคนพูดแบบนี้มาเยอะเลยครับ ได้ยินแล้วมันเพลียหัวใจ ถามว่าที่คนส่วนใหญ่พูดกันแบบนี้ถูกไหม สั้นๆ 


ไม่ถูกครับ 


ขาใหญ่ ( รวมถึงตัวด้วยละกันนะ ) มันใหญ่อยู่ 3 แบบ

อย่างแรก กล้ามเนื้อใหญ่ อันนี้เค้าเรียกใหญ่จริง เพราะผ่านโปรแกรมการฝึกฝนกล้ามเนื้ออย่างหนัก ขอเน้นคำว่าอย่างหนัก และปรับอาหารการกินแบบมีระเบียบวินัยเข้มมาก  เช่นคนเล่นฟิตเนส เล่นกล้ามครับ หุ่นบึกๆทั้งหลาย เวลาจับกล้ามเนื้อมันจะแน่นมาก



อย่างที่ 2 ใหญ่แบบเป็นถังบรรจุไขมัน เอ่อ ดูไม่ยากครับ เอานิ้ว 2 นิ้วบีบต้นขาดูครับ  โกยไขมันและเซลลูไลท์ได้เป็นนิ้ว สังเกตผิวหนังเวลาเอานิ้วบีบ มันจะนู่นๆตะปุ่มตะป่ำ นั่นแหละไขมันครับ เรียกว่าหากล้ามเนื้อไม่เจอ เวลาเอามือตีก็ดังแผละๆ เดินไปก็แกว่งไปแบบนั้น

เห็นผิวหนังเป็นคลื่นๆไหมครับ นั่นแหละเซลลูไลท์ที่เกิดจากการกิน
อย่างที่ 3 กรรมพันธ์ อันนี้ไม่ต้องว่ากันยาว พ่อแม่มายังไง ลูกก็รับไปตามนั้นครับ 


คุณคิดว่า คุณอยู่ในกลุ่มไหนกันละครับ ใน 3 กลุ่มนี้  เอาแบบซื่อสัตย์กับตัวเองนะ

กลุ่มที่ 1 คงมีน้อยครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มที่ 2-3 เสียมากกว่า 

ถ้าคุณเป็นกลุ่มที่ว่าแล้วละก็ การที่จะบอกว่า เล่นโรลเลอร์เบลด ปั่นจักรยาน หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ขาคุณใหญ่ขึ้น นั่นคุณกำลังหาข้ออ้างน่ะครับ และก็กำลังเข้าใจผิดไปใกลมาก มันเป็นไปไม่ได้เลย ลองวิเคราะห์กันใหม่อีกทีนะครับ 


ถ้าคุณโกยได้ไขมันเต็มๆ คุณมาโทษสเก็ตไม่ได้ครับ เล่นสเก็ตไม่ได้ทำให้ไขมันในตัวคุณพอกพูน แต่คุณเองต่างหาก ที่กินมันเข้าไปน่ะ 

หรือถ้ายังไม่เชื่อนะครับ 

ถ้ามีคนรู้จักที่เค้าเล่นฟิตเนสอยู่ ก็ลองไปถามเค้าดูครับ ว่าเล่นกีฬาแล้วขาใหญ่ง่ายใช่ไหม  เค้าก็อาจจะหันมา ตบหัวเบาๆดังป้าบบบ แล้วบอกว่า บ้ารึเปล่า แบบนั้นครับ


ง่ายๆครับ สเก็ตยิ่งเล่น ขายิ่งฟิต และเฟิร์ม หากขาคุณขยายขนาดขึ้นนั้น อาจด้วยพันธุกรรม อายุ และการกินครับ ส่วนการเล่นโรลเลอร์เบลดจนขาขยายขนาดขึ้นนั้น ปิดประตูตายไปได้เลย ครับพี่น้องครับ

Tuesday, November 6, 2012

"คนไทย" กับ " ความกลัว" ตอนที่ 1

ขึ้นหัวมาก็ ฟังดูแปลกแล้วนะครับ กับหัวข้อโพสวันนี้ว่ามันเกี่ยวกับโรลเลอร์เบลดยังไง แต่เป็นเรื่องที่ผมคิดว่า มันเป็นอะไรที่สำคัญมาก และเป็นการตีแผ่ระบบความคิด ความเคยชิน และพฤติกรรมต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ในสังคมไทยเป็นกัน

สาเหตุที่ผมเขียนบทความเรื่องนี้ ก็เพราะผมต้องเจอคำถามแบบนี้ทุกๆวันจากนักเรียนที่มาเรียนสเก็ต หรือคนที่ติดต่อมาเพื่อซื้อโรลเลอร์เบลด  เลยคิดว่า บทความนี้น่าจะช่วยเป็นคำตอบสำหรับคนหลายๆคน รวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งหลาย

ถ้าอ่านจบแล้ว จะรู้ว่า จริงๆแล้วทุกเรื่องมันเกี่ยวกันหมดแหละครับ 

ในที่นี้ ผมเน้น ไปที่พ่อแม่ลูก และการเลี้ยงดูก็แล้วกันนะครับ 

แรกคลอด เด็ก คือผ้าขาว ไม่มีการแบ่งแยก ไม่มีศาสนา ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีแยกสีผิว ไม่กังวล ไม่กลัว หิวก็กิน อิ่มก็นอน ไม่ซับซ้อน 


แต่การเลี้ยงดู การอบรม การปลูกฝัง เพาะบ่ม พฤติกรรม การมองโลก การเข้าใจชีวิตนั้น ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่และคนใกล้ๆตัว

พูดง่ายๆ

เด็กจะโตมาเป็นคนยังไง ก็อยู่ที่พ่อแม่ สิ่งแวดล้อมรอบข้าง จะสร้าง 

ธรรมชาติ ให้น้ำผึ้งแก่พ่อแม่ทุกคน นั่นคือ "ความรักลูก" แต่ก็ให้ยาพิษมาด้วย นั่นคือ "ความรักลูก" ด้วยเช่นกัน

มันเป็นการบิดเบือน จากธรรมชาติ ที่ทำให้พ่อแม่ สร้างยาพิษแก่ลูก โดยไม่รู้ตัว โดยผ่าน ข้ออ้าง ที่เรียกว่า "รักลูก" (แต่ไม่ถูกทาง)


และอีกหนึ่งสาเหตุคือ "มนุษย์ ไม่เข้าใจความเป็นไปของธรรมชาติ" 


ก่อนที่จะพูดถึงสาเหตุของเรื่อง ผมขออนุญาติพูดถึงผลลัพธ์ก่อน

แอบใช้เรื่องการเล่นโรลเลอร์เบลด มาเป็นกรณีศึกษานะครับ 


มีคนไทย กับ ต่างชาติ(เอาเป็นฝรั่งละกัน) เดินมา เห็นคนกำลังเล่นสเก็ตด้วยความสนใจ ผมจึงเชิญชวน ให้มาเล่นสเก็ตด้วยกัน ได้คำตอบแบบนี้ครับ 


ต่างชาติ
คนไทย
- good ดีจัง
- great สุดยอดด
- superb แจ๋วเลยยย
- woww ว๊าววว
- c'mon เอาดิ
- when หา เล่นเมื่อไหร่ล่ะ เอาด้วย
- why not เล่นสิๆ
- how can I join your class? เล่นด้วยคนสิ
- sport is good กีฬาเล่นแล้วดีนะ
- ไม่เอา กลัว
- เดี๋ยวหกล้ม
- เดี๋ยวแขนหัก
- เดี๋ยวขาหัก
- เดี๋ยวเลือดออก
- ปากแตก
- หัวแตก
- หน้าทิ่ม ฟันหัก
- เป็นแก๊งค์รึเปล่า
- เล่นสเก็ตแล้วตาย


อ่านแล้ว สังเกตเห็นอะไรไหม ในคำตอบ ของคน จาก 2 ชาติ

โอ้แม่เจ้า สุดยอดของnegative


ครับ คำตอบที่ได้ ยืนอยู่คนละขั้วโลก positive กับ negative ไม่ใช่ negative ธรรมดา แต่เป็น negative แบบสุดขั้ว 

มันเป็นคำพูดที่ หลุดออกมาจากปาก โดยอัติโนมัติ เพราะมันฝังอยู่ในระดับ  DNA  คนไทยครับ 

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลเล็กๆว่า ทำไมเราไม่ได้ครองโลกแทนฝรั่ง ไม่ได้เวอร์นะครับ คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำ ไม่ว่าในห้อง ในชุมชน ในประเทศ ระดับใหนก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีความคิด หรือระดับการเป็นผู้นำละก็

( ผมไม่ได้บอกว่าฝรั่งมันดีกว่าไทยครับ ส่วนเลวมันก็เยอะจะแย่ แต่แนวคิดการฝึกลูกแบบนี้ของเค้าดีกว่าแน่นอน ในแง่การเรียนรู้ เรามองไปเป็นเรื่องๆนะครับ ข้อเสียไม่เอามาคุยละกัน )

หลายคนที่อ่าน คงคิดว่า ก็สเก็ตมันดูอันตรายไม่ใช่หรอ  ได้คำตอบแบบนี้คงไม่แปลก 

ปล่าวครับ สิ่งที่ผมจะบอกคือ คนไทย ไม่ได้คิด หรือพูด แบบนี้กับเรื่องโรลเลอร์เบลดอย่างเดียว แต่ เป็นกับทุกๆเรื่อง ในชีวิตเลย ความมั่นใจในตัวเองไม่ค่อยมี

-->ไม่เอา
-->ไม่เก่ง
-->คงทำไม่ได้
-->ให้คนอื่นทำดีกว่า
-->โห พูดอังกฤษ ต้องออกเสียงให้ถูกหรอ นั่นมัน ดัดจริต นะ !!??

อะไรแบบนี้

ทำให้คนไทยเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ยากมาก เพราะพอจะทำอะไร ก็จะมีคำพูด ในแง่ลบแบบนี้ออกมาโดยอัติโนมัติเสมอ ไม่เชื่อหรอครับ ลองแกล้งไปถาม ให้คนใกล้ๆตัว ดูสิ ฟังคำตอบดูดีๆ หนีไม่ค่อยพ้น ที่ผมพูดไปหรอก

จริงๆยังมีระบบอีกอันที่กดศักยภาพและความมั่นใจของเด็กไว้ คือโรงเรียนครับ เวลาเด็กต้องพูดต่อหน้าชุมชน กลัวจนแทบเป็นลม ความมั่นใจหายไปไหน ไว้พูดกันอีกรอบ


อยากรู้ไหมครับ ว่ากระบวนการที่ก่อให้เกิดคำพูดในด้านลบแบบนี้พัฒนามาจากไหน 

ก็มาจากวิธีการเลี้ยงลูกที่พ่อแม่คนไทย คุ้นเคยกันไงครับ (คนจีนก็เป็นนะครับเท่าที่เห็น ชาติอื่นยังไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นมากเท่าไหร่  )

อยากรู้ว่าที่ผมพูด ถูกใหม ให้ลองไปนั่งสังเกต พ่อแม่คนอื่นที่เลี้ยงลูกนะครับ จะเห็นภาพชัดมาก 
ลองฟัง สิ่งที่พ่อแม่ พูดกับลูก จะมีแต่ประโยคทำนองนี้ครับ 

ลูก!!!
ห้ามเล่นอันนั้น 
ห้ามทำอันนี้
ห้ามปีนตรงนั้น
ห้ามนั่งตรงนี้
อย่าวิ่งนะลูก
ห้าม
ห้าม
ห้าม
ห้าม
ห้าม

ดี ไม่บอกว่า ให้ห้าม หายใจ ด้วย !!!



มีครั้งนึง ผมนั่งรอเวลา เครื่องขึ้น ที่สนามบินเชียงราย ก็อ่านหนังสือไป เห็นเด็กคนนึง ขวบ- 2 ขวบ กะลังวิ่งเล่นไปเรื่อยๆ วิ่งผ่านหน้าผมไป แล้วก็หยุด และนั่งลงบนพื้นสนามบิน 

ฉับพลัน ก็ได้ยินเสียง อาม่า กรี๊ดดังลั่น ทุกคนตกใจจากเสียงที่มาจาก อีกมุมนึงของอาคาร เป็นผู้หญิงสูงวัย วิ่งหืดหอบ ตรงไปยังหลานตัวน้อย แล้วก็พูดเสียงสั่นว่า 

นั่งพื้นไม่ได้ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ !!!!!!!!!!


เอ่อ นั่งพื้นนี่ มัน จะว่ายังไงดี

ลองหลับตานึกภาพดูสิครับ ว่ากระบวนการเหล่านี้ คุณกำลังหล่อหลอมให้เด็กเติบโตอย่างแข็งแกร่ง คู่ไปกับโลกใบนี้ หรือกำลังแยกเค้าออกจากโลกใบนี้กัน 

คงจะมีคนบอกผมว่า ก็พื้นมันสกปรก มีนั่นมีนี่ ครับ ความจริงอันนี้ผมคิดว่า ทุกคนรู้และเข้าใจดี แต่ชีวิตคนเราอยู่กับการปนเปื้อนมาแต่แรกแล้ว ร่างกายจึงสร้างภูมิต้านทานมาให้เป็นของขวัญ เพราะในอากาศ น้ำดื่ม ของใช้ทุกอย่าง มันปนเปื้อนตลอดเวลา


ทุกคนรู้จักไข้หวัดใหญ่นะครับ เมื่อสมัยก่อน เป็นกันที ก็ตายกันเยอะแยะ ได้ยินคงหัวเราะ แต่มนุษย์ก็พัฒนาการมาเรื่อยๆ จนตอนนี้เป็นไข้หวัดใหญ่ ก็หายกันเป็นปกติ และในวันข้างหน้า เชื้อโรคก็ดำเนินของมันไป ก่อให้เกิดโรคใหม่มาอีก
คุณห้ามมันไม่ได้หรอกครับ มีแต่ต้องพัฒนาตัวเราให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อสู้กับมันใหม่อีกรอบ ทีนี้คุณจะฝึกให้ลูกคุณแข็งแรง หรือ เลี้ยงให้เค้าขาดภูมิในทุกๆด้าน มันคือสิ่งที่คนเป็นพ่อแม่ต้องเลือก


เวลามีต่างชาติพาลูกมาเล่นสเก็ต ตอนลูกล้ม เค้าก็เหลือบตามอง ดูลูก โอเค เค้าก็อ่านหนังสือ รึคุยต่อไป ไม่ลนลาน ไม่ตกใจ

ถ้าเป็นพ่อแม่ไทย ต้องกรี๊ด ตกใจ หรือแสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งครับ ลูกเค้าเรียนรู้ความกลัว จากอาการที่คุณแสดงออกให้เค้าน่ะครับ

โห แม่กรี๊ดขนาดนี้ ตูตกใจ ร้องให้ดีกว่า



ผมให้โปรแกรมรักษาเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการช้า ที่โรงพยาบาลมาก็หลายปีแล้ว ผมสรุปสาเหตุของพัฒนาการช้าได้แค่ 2 สาเหตุเท่านั้นจริงๆครับ

1. สาเหตุจากโรคหรือความผิดปกติทางร่างกายหรือพันธุกรรมต่างๆ อันนี้ผมเห็นใจ อย่าง autistic child , dawn's syndrome , อะไรแบบนั้น มันเป็นเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด

แต่ ปัจจัยที่สอง

2. พ่อ แม่ รังแกฉัน
มีพ่อแม่หลายคน ต้องมาเสียเงินค่ารักษา เพื่อปรับพัฒนาการลูก ที่เกิดจากการเลี้ยงดูของตัวเอง (แบบทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว) เดี๋ยวผมจะพูดให้แบบละเอียดยิบเลย


ครับ

หากอ่านแล้วคิดตาม สิ่งที่ผมพูด คงจะเข้าใจได้ว่า

ผมไม่เคยบอกให้พ่อแม่ไม่ต้องห่วง ไม่รักลูกๆของตัวเอง ( ดักทางคนชอบคิดแง่ลบไว้ก่อนนะ )

แต่

กำลังจะบอกว่า " ควรจะรัก " ลูกตัวเอง แบบไหนต่างหาก



ชักยาวไปแล้ว ไว้มาต่อกันตอนที่ 2 นะครับ กับพัฒนาการเด็ก ฉบับตีแผ่ การเลี้ยงลูกแบบไทยๆ ที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก (แต่ไฉนเป็นได้แค่ประเทศโลกที่ 3)

เล่นโรลเลอร์เบลดให้สนุกนะครับ